ภาณุมาศ ทักษณา
“.. ข้าวต้องปลูก เพราะอีก ๒๐ ปีประชากรอาจจะ ๘๐ ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าวไปเรื่อย ๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไรประชาชนคนไทยไม่ยอม คนไทยนี้ต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก..”
กระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี ๒๕๓๖
…..
วานนี้ 18 พ.ย.2558 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยกเครื่องเศรษฐกิจใหม่” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ในฐานะนักบริหารที่ชำนาญการด้านเศรษฐกิจ นายสมคิดพูดเหมือนฟุ้งซ้านว่าจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจจากเดิมด้วยการสร้างธุรกิจใหม่ให้ได้
นายสมคิดบอกว่าจะเปลี่ยนฐานจากเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคน ยกระดับความสามารถในการแช่งขันกับประเทศต่าง ๆ ให้ได้
เขาบอกว่าได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)ถึงแผนพัฒนาอุตสาหกรรม 10 อย่างซึ่งเป็นเป้าหมายแห่งอนาคตแล้ว และ ครม.ก็เห็นชอบแล้วด้วย
เขาบอกว่าจะนำเงินที่ได้จากการประมูลคลื่นความถี่ 4 จีกระจายไปยังท้องถิ่นเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นการเรียนรู้การพัฒนาประเทศจากสิงคโปร์
และพูดทิ้งท้ายว่า “10 ปีที่แล้ว ผมมาเป็นรัฐบาลก็พูดคุยเรื่องขายข้าวขายยาง อีก 10 ปีต่อมาก็ยังขายข้าวขายยาง ขายหน้าจริง ๆ อายลูกอายหลานจริง ๆ”
ผมอ่านรายงานชิ้นในกรุงเทพธุรกิจแล้วเลือดขึ้นหน้า และรู้สึกผิดหวังอย่างแรงกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่กำลังเปลี่ยนประเทศไทยจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ผมไม่อยากมองว่าเป็นเพราะรัฐบาลนี้ไม่มีน้ำยาในการแก้ปัญหาน้ำท่วมภัยแล้ง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ทางการเกษตรหรือเปล่า
จึงคิดฝั่งกลบการเกษตรที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายปูทางเอาไว้จนหมดสิ้น แล้วไปสร้างอุตสาหกรรมขึ้นมาแทนที เพราะการสร้างใหม่มันง่ายกว่าการซ่อม
ผมนำเรื่องนี้มารายงานให้ผู้อ่านรับทราบ เพื่อให้รู้ความเคลื่อนไหวแบบพิสดารของรองนายกรัฐมนตรีคนนี้ และช่วยกันจับตามองพฤติกรรมของมัน เอ๊ยของเขาด้วย
หากเห็นว่าจะออกนอกลู่นอกรางอย่างใด จะได้ช่วยกันกระตุกหางไว้ทันครับ – ขอบคุณ !
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น