ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ Thailand > เรื่องทั่วๆไปที่คนไทยควรรู้ >
วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554
15 สุดยอดคนแห่งปี ผู้ทำดีเป็นต้นแบบสังคม หน้าที่2
หน่อคำ สมสวัสดิ์ ผู้ทอแสงแห่งความหวังให้ผู้พิการ
หนุ่มลูกจ้างชั่วคราวของโรงพยาบาลแม่ลาว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ที่คอยช่วยเหลืองานในโรงพยาบาลอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อย่าง "หน่อคำ สมสวัสดิ์" คนนี้ แต่เดิมเขาเป็นเพียง "จิตอาสา" ของชมรมพัฒนาผู้พิการ ที่มีหน้าที่ลงไปช่วยเหลือและเติมเต็มกำลังใจให้ผู้พิการในพื้นที่มีกำลังใจต่อสู้ชีวิตต่อไปได้ในสังคม แต่เมื่อทางโรงพยาบาลแม่ลาวให้โอกาส "หน่อคำ" จึงได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นเลขานุการของชมรมพัฒนาผู้พิการ โรงพยาบาลแม่ลาว
แม้ว่าร่างกายของหน่อคำจะไม่ปกติเหมือนใครหลาย ๆ คน แต่ทำสามารถทำกิจวัตรประจำวันของตัวเองได้อย่างไม่ต้องเป็นภาระให้ใคร ทั้งการขี่มอเตอร์ไซค์ ใช้คอมพิวเตอร์ และจัดรายการวิทยุชุมชน นอกจากนี้ "หน่อคำ" ยังเป็นคนมองโลกในแง่ดี เพราะไม่เคยรู้สึกเป็นทุกข์กับความพิการของเขาเลย ตรงกันข้าม เขายังมองว่า ตัวเองโชคดีกว่าคนอื่นที่พิการไม่มาก เพราะยังมีอีกหลายชีวิตที่น่าเศร้ากว่าเขา นั่นจึงเป็นแรงบันดาลใจให้ "หน่อคำ" ใช้ความจริงใจลงไปพบปะพูดคุยกับผู้พิการคนอื่น ๆ เพื่อสร้างกำลังใจให้พวกเขา
"คนเราเกิดมาสามารถทำดีได้ทุกคน ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องมีการศึกษาสูง มีฐานะร่ำรวย หรือมีสภาพร่างกายปกติ แข็งแรง เราสามารถทำดีได้ทุกเวลา ไม่จำกัดเวลา ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะทำเพื่อผู้อื่น ชีวิตของเราจะมีค่าหรือด้อยค่า ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง หากมองตัวเองให้มีค่า มีประโยชน์ต่อคนอื่น ก็เหมือนกับเป็นภารกิจหนึ่งที่เราเกิดมาทำหน้าที่นี้โดยตรง เกิดมาเพื่อให้คนอื่นได้รับการปลดปล่อยความทุกข์" หน่อคำ ว่าไว้
คำว่า "ขอบคุณ" คงไม่ใช่เป็นเพียงคำพูดของผู้พิการที่อยู่ในความดูแลของ "หน่อคำ" เอื้อนเอ่ยออกมาจากใจให้กับชายหนุ่มคนนี้เพียงเท่านั้น แต่สำหรับคนทั่วไปที่ได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของ "หน่อคำ" ก็คงต้องกล่าวคำว่า "ขอบคุณ" ให้กับชายหนุ่มคนนี้เช่นเดียวกัน เพราะชีวิตของเขาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนธรรมดา ๆ ที่กำลังหมดแรงจากการล้มลุกคลุกคลานมาหลายต่อหลายครั้ง มีรอยยิ้ม และมีกำลังใจสู้ชีวิตต่อไปได้อีกครั้ง
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ทีวีบูรพา
มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาล้วนมีความแตกต่าง อาจเป็นเพราะบุญ กรรม หรือฟ้าลิขิต ที่ทำให้คนเราเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน แม้กระทั่งความรู้สึกนึกคิด บางคนเกิดมาไม่เหมือนคนอื่นเขา ก็อาจจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ในขณะที่บางคนมีร่างกายไม่สมประกอบ แต่กลับยอมรับโชคชะตาชีวิตได้ และพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเองด้วยแรงใจเต็มเปี่ยม
และนี่คือ "หน่อคำ สมสวัสดิ์" ชายพิการวัย 36 ปี ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับแขนและขาที่สั้นกุดทั้งสองข้าง แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างให้ "หน่อคำ" หยุดอยู่กับที่ราวกับว่าพอใจกับโชคชะตาเพียงเท่านี้ แต่เขายังเดินหน้าต่อสู้ต่อไปด้วยสองมือสองขาของตัวเอง และนำไปสู่การทำประโยชน์ให้สังคม ซึ่งผลของความดีของเขา ก็ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล "คนดีของแผ่นดิน" จากรายการคนค้นฅน วันนี้ เราไปติดตามเรื่องราวของเขากันดีกว่าค่ะ
"หน่อคำ สมสวัสดิ์" หนุ่มลูกจ้างชั่วคราวของโรงพยาบาลแม่ลาว อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ที่คอยช่วยเหลืองานในโรงพยาบาลอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่เดิมเขาเป็นเพียง "จิตอาสา" ของชมรมพัฒนาผู้พิการ ที่มีหน้าที่ลงไปช่วยเหลือและเติมเต็มกำลังใจให้ผู้พิการในพื้นที่มีกำลังใจต่อสู้ชีวิตต่อไปได้ในสังคม แต่เมื่อทางโรงพยาบาลแม่ลาวให้โอกาส "หน่อคำ" จึงได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นเลขานุการของชมรมพัฒนาผู้พิการ โรงพยาบาลแม่ลาว
ทุก ๆ เช้าที่ "หน่อคำ" ตื่นขึ้นมา เขาสามารถทำกิจวัตรประจำของตัวเองได้อย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องเป็นภาระให้ใคร ก่อนที่จะขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจซึ่งเขาออกแบบ และดัดแปลงให้เอื้ออำนวยกับสภาพร่างกายของเขาไปทำงานยังโรงพยาบาลแม่ลาว ซึ่ง "หน่อคำ" บอกว่า กว่าที่จะขับมอเตอร์ไซค์คันนี้ได้ ก็ล้มลุกคลุกคลานมาหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ท้อ และคิดอยู่เสมอว่า อย่างไรเสียก็ต้องขับมอเตอร์ไซค์ให้ได้ จะได้ไม่ต้องพึ่งพาใคร
เมื่อมาถึงที่ทำงาน "หน่อคำ" ในฐานะเลขานุการของชมรมฯ มีหน้าที่รับผิดชอบข้อมูลต่าง ๆ และดูแลผู้พิการอีกกว่า 600 คน ที่มีอยู่ในอำเภอแม่ลาว เพื่อให้พวกเขาได้รับสิทธิด้านต่าง ๆ การรักษาพยาบาล และเรื่องของการทำมาหาเลี้ยงชีพ ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้พิการเหล่านี้จะเข้ามาติดต่อ และขอคำปรึกษาเรื่องต่าง ๆ กับ "หน่อคำ" เพียงฝ่ายเดียว แต่ตัวของ "หน่อคำ" เองก็ต้องลงพื้นที่ไปประสานงาน เยี่ยมเยียน เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ ตรวจสุขภาพร่างกาย และให้กำลังใจคนพิการเหล่านี้ทุก ๆ คนด้วย
"พอเราลงพื้นที่ เราได้เห็นคนพิการหลากหลายแบบ มันเหมือนกับว่าเราไม่ใช่พิการคนเดียว ยังมีอีกหลายคนมากที่เขาแย่กว่าเราอีก บางคนเขาไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า เขาเกิดมาเพื่ออะไร มันน่าเห็นใจ และน่าสงสาร" หน่อคำ กล่าว
หน่อคำ บอกว่า การเข้าไปเยี่ยมเยียนผู้พิการในแต่ละบ้าน ต้องใช้ความจริงใจของตัวเอง เพื่อให้ผู้พิการคนอื่น ๆ ยอมเปิดใจ เล่าให้ฟังถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเขาคิดว่า ตัวเองได้เปรียบกว่าเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ เพราะมีความพิการเหมือนกับผู้พิการที่เข้าไปคุย ทำให้เขารู้จักสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้พิการได้เป็นอย่างดี เหมือนกับคนหัวอกเดียวกัน
ผู้พิการหลาย ๆ คนที่ "หน่อคำ" เดินทางเข้าไปพบ เข้าไปช่วยเหลือดูแลความเป็นอยู่ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากไม่มี "หน่อคำ" พวกเขาคงมีชีวิตที่ลำบากกว่านี้ และเวลาที่ได้พูดคุยกับ "หน่อคำ" รอยยิ้มของพวกเขาก็ปรากฎขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ราวกับว่าแสงแห่งความหวังแทรกตัวขึ้นมาในโลกที่มืดมนอีกครั้งหนึ่ง
"การลงไปช่วยเหลือให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้จิตใจของเราสบาย เหมือนกับได้ปลดปล่อย มันเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ แม้มันจะเหนื่อย ก็เหนื่อยแต่เพียงร่างกาย แต่ใจเรามีความสุข มีกำลังใจ หรือแม้ว่าร่างกายเราจะทรุดโทรม แต่สิ่งที่เราได้รับคือความสุขใจ เหมือนกับว่าเราได้แบ่งปันรอยยิ้ม แบ่งปันความสุขให้กับคนอื่น ๆ สิ่งที่ผมอยากจะเห็นก็คือ อยากเห็นคนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสุข เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว" หน่อคำ บอกเล่าถึงความสุขที่ได้จากการทำงานที่เขารัก
และไม่เพียงแต่การทำหน้าที่ในชมรมพัฒนาผู้พิการเท่านั้น แต่อีกหนึ่งอาชีพของ "หน่อคำ" ก็คือการเป็นดีเจคลื่นวิทยุลูกทุ่งของอำเภอแม่ลาว ที่ชายหนุ่มคนนี้จะมาโชว์เสียงหล่อ ๆ ออกไมค์ พร้อมกับเปิดเพลงขับกล่อมความสุขให้ชาวบ้าน
"หน่อคำ" บอกว่า การที่เขายอมเหนื่อยทำงานมากมายนั้น เป็นเพราะเขาต้องการพัฒนาตัวเองให้มีความสามารถที่หลากหลาย นั่นก็เพราะเขามองว่า หากคนเรามีความสามารถติดตัว ไปไหนมาไหนก็สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ถึงแม้จะมีสภาพร่างกายอย่างไร แต่ถ้าสมองยังดีอยู่ อยู่ที่ไหนก็ไม่ขัดสน ไม่ตกงาน ไม่เดือดร้อนแน่นอน
"กำลังใจ" คือสิ่งที่ "หน่อคำ" หยิบยื่นให้ผู้อื่นมาตลอดทั้งชีวิต และสำหรับตัวเขาเองก็ได้รับ "กำลังใจ" มากมายมาจากภรรยาและน้องทอฝัน ลูกสาวตัวเล็กที่คอยอยู่เคียงข้าง และสนับสนุนให้เขายืนหยัดทำเพื่อผู้อื่นในสังคมมาได้เฉกเช่นทุกวันนี้อย่างไม่รู้สึกเหนื่อยท้อ
"หน่อคำ" สามารถทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกับการขับเคลื่อนงานช่วยเหลือผู้พิการที่ "หน่อคำ" ไม่เคยขาดตกบกพร่อง ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดจากความตั้งใจทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมจริง ๆ แม้จะเป็นเพียงสังคมเล็ก ๆ ในอำเภอแม่ลาว แต่หน่อคำก็ดีใจที่สุดแล้ว ที่สามารถช่วยผู้อื่นให้มีประโยชน์ต่อสังคม และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง
"คนเราเกิดมาสามารถทำดีได้ทุกคน ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องมีการศึกษาสูง มีฐานะร่ำรวย หรือมีสภาพร่างกายปกติ แข็งแรง เราสามารถทำดีได้ทุกเวลา ไม่จำกัดเวลา ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะทำเพื่อผู้อื่น ชีวิตของเราจะมีค่าหรือด้อยค่า ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง หากมองตัวเองให้มีค่า มีประโยชน์ต่อคนอื่น ก็เหมือนกับเป็นภารกิจหนึ่งที่เราเกิดมาทำหน้าที่นี้โดยตรง เกิดมาเพื่อให้คนอื่นได้รับการปลดปล่อยความทุกข์" หน่อคำ ทิ้งท้ายอย่างน่าคิด
คำว่า "ขอบคุณ" คงไม่ใช่เป็นเพียงคำพูดของผู้พิการที่อยู่ในความดูแลของ "หน่อคำ" เอื้อนเอ่ยออกมาจากใจให้กับชายหนุ่มคนนี้เพียงเท่านั้น แต่สำหรับคนทั่วไปที่ได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของ "หน่อคำ" ก็คงต้องกล่าวคำว่า "ขอบคุณ" ให้กับชายหนุ่มคนนี้เช่นเดียวกัน เพราะชีวิตของเขาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนธรรมดา ๆ ที่กำลังหมดแรงจากการล้มลุกคลุกคลานมาหลายต่อหลายครั้ง มีรอยยิ้ม และมีกำลังใจสู้ชีวิตต่อไปได้อีกครั้ง
นภินทร์ จอกลอย ผู้ใช้ธรรมะ...สร้างแดนธรรมให้แดนคุก
เมื่อ "เรือนจำ" คือสถานที่คุมขังผู้เคยกระทำผิด นั่นอาจจะทำให้ "นักโทษ" หลาย ๆ คน เกิดความอัดอั้นตันใจและก่อเรื่องทะเลาะวิวาทดังที่เรือนจำหลายแห่งเคยเป็นข่าว แต่ ณ เรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานีแห่งนี้ "นักโทษ" เปรียบเสมือน "ลูก ๆ" ของ "พ่อ" ซึ่งมีตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานี
นภินทร์ จอกลอย ผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานี ผู้คอยควบคุมดูแลรักษาความเรียบร้อยของเรือนจำแห่งนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เซ็นเอกสารให้หมดไปวัน ๆ หนึ่งเท่านั้น แต่ทุกเช้า ผบ.นภินทร์ จะปั่นจักรยานมาทำงานตรวจดูความสะอาดเรียบร้อยรอบเรือนจำ ก่อนจะเดินสั่งงานทุกซอกทุกมุม ไม่เว้นแม้แต่ห้องน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้ว
"ผมพยายามจะลบคำสบประมาทที่ประชาชนมีต่อข้าราชการ คือ ใต้โต๊ะ เรือเกลือ เช้าชามเย็นชาม ผมเกลียดที่สุดคือเรื่องผักชีโรยหน้า" ผบ.นภินทร์ ประกาศเจตนารมณ์
ผบ.นภินทร์ รู้ดีว่า การที่นักโทษอยู่ในสภาพมีกุญแจมือ ติดอยู่ภายใต้ประตูรั้วที่กั้นดำทึบย่อมส่งผลต่อสภาพอารมณ์ นั่นจึงทำให้ ผบ.นภินทร์ พยายามหาโอกาสให้ผู้ต้องขังได้เข้าวัดเข้าวา ร่วมทำบุญตักบาตร ฟังธรรม และใกล้ชิดพระสงฆ์ เพราะจะช่วยระบายความเครียดได้เป็นอย่างดี และเป็นการลดช่องว่างระหว่างผู้ต้องขังกับเจ้าหน้าที่ที่ได้ผลดีด้วย นอกจากนั้นแล้ว "พ่อ" คนนี้ ยังนำเอาหลักธรรมมาใช้ขัดเกลาจิตใจผู้ต้องโทษ เพื่อทำให้พวกเขามีจิตใจอ่อนโยน รู้จักเสียสละ และพบกับความสุขที่แท้จริง เมื่อกลับออกจากดินแดนแห่งนี้ไปแล้ว จะได้สามารถใช้ชีวิตใหม่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่า และไม่หวนกลับมา ณ ที่แห่งนี้อีก
...ไม่มีการให้อะไรจะยิ่งใหญ่เท่ากับการให้ชีวิตใหม่ และให้โอกาสกับผู้ที่เคยพลาดพลั้ง นี่กระมังที่ทำให้ ผบ.นภินทร์ ดำเนินตามเจตนารมณ์ของตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง
อ่านเรื่องราว นภินทร์ จอกลอย ผู้ใช้ธรรมะ...สร้างแดนธรรมให้แดนคุก เพิ่มเติมคลิกที่นี้เลย
http://hilight.kapook.com/view/63208
พีระพงษ์ วงศ์ศรีจันทร์ สายเลือดครู...ผู้แต่งแต้มผ้าขาว
ณ โรงเรียนซับมงคลวิทยา พื้นที่ไกลปืนเที่ยงของอำเภอเทพสถิตย์ จังหวัดชัยภูมิ เป็นสถานที่ที่ครูเอ หรือ ครูพีระพงษ์ วงศ์ศรีจันทร์ เลือกมาประจำการ โดยเห็นว่า เด็กอีสานเป็นเด็กที่ขาดโอกาสมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ และเขาก็ขอเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่จะมาเติมเต็มโอกาสให้กับผ้าขาวผืนบริสุทธิ์เหล่านี้
ในฐานะครูสอนศิลปะ ครูเอ ได้พร่ำสอนเด็ก ๆ ให้ใช้ศิลปะสร้างความสุนทรีย์ และเพลิดเพลิน หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเรียน และการทำงานหนักช่วยพ่อแม่ที่บ้าน แต่เหนือสิ่งอื่นใดแล้ว ศิลปะของครูเอไม่ได้เป็นไปเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่ ครูเอ ยังหวังให้ศิลปะเป็นใบเบิกทางให้เด็ก ๆ ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น ดังที่เด็ก ๆ หลายคน นำความรู้วิชาศิลปะไปต่อยอดจนได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดี ๆ และได้รับรางวัลอีกมากมาย
"ผมเป็นศิลปินประเภทที่ไม่ได้จะสร้างผลงานทางศิลปะบนเฟรมผ้าใบ แต่เฟรมของผมคือชีวิตของเด็ก ผมต้องรับผิดชอบสิ่งที่ผมเขียน ซึ่งก็คือชีวิตคน" ครูเอ บอก
เมื่อถามถึงความคาดหวังของครูเอ เขาบอกว่า ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะนี่คือความสุขของเรา แค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาแก้ไขอะไรอีก แม้ว่าเขาอาจจะเสียโอกาสกับอาชีพที่ก้าวหน้า เงินทองก้อนโต แต่การที่ลงมาทำอย่างนี้ ทำให้เขามีความสุขทุกวัน และยิ่งเห็นเด็กมีอาชีพ มีความสุข มันคือสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ และเป็นความสุขที่สุดของคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "ครู" แล้ว
การ "สร้าง" และ "เปลี่ยน" ชีวิตของผู้อื่นให้ดำเนินอยู่ในเส้นทางแห่งความถูกต้อง และได้รับโอกาสทางสังคมมากขึ้น นี่คือหน้าที่ของครูอย่างแท้จริง...และครูพีระพงษ์ ก็กำลังทำหน้าที่นั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อ่านเรื่องราว พีระพงษ์ วงศ์ศรีจันทร์ สายเลือดครู...ผู้แต่งแต้มผ้าขาว เพิ่มเติมคลิกที่นี้เลย
http://hilight.kapook.com/view/63208
ธีรพันธุ์ บุญบาง ผู้ใหญ่บ้านใฝ่ธรรมะ
ด้วยสไตล์การแต่งตัวนุ่งขาว ห่มขาว ไว้ผมเผ้าหนวดเครา อาจทำให้คนที่ไม่รู้จัก ไม่เชื่อว่าเขาผู้นี้คือ "ผู้ใหญ่บ้าน" แห่งบ้านเนินน้ำเย็น ตำบลหนองบัว อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ และเมื่อมองข้ามเรื่องการแต่งตัวไป "ธีรพันธุ์ บุญบาง" คนนี้ คือผู้ปกครองหมู่บ้านที่ชาวบ้านรักและเคารพ ในฐานะผู้นำชุมชนที่ยึดวิถีเศรษฐกิจพอเพียง
หากเดินเข้าไปในที่ทำการผู้ใหญ่บ้านของผู้ใหญ่ธีรพันธุ์ หลายคนอาจจะแปลกใจที่ได้เห็นทุ่งนา แปลงผัก บ่อปลา บ่อกบ เล้าหมู เล้าไก่ และองค์ความรู้อีกมากมายภายใต้ชื่อ "โครงการเศรษฐกิจพอเพียง 1 ไร่แก้จน สวรรค์บ้านนา" ซึ่งผู้ใหญ่จัดสร้างขึ้นเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสานเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านเห็น และนำไปปฏิบัติตาม โดยหวังจะให้ชาวบ้านเลิกจน พึ่งพาตัวเองได้ และด้วยการจัดแปลงเกษตรแบบผสมผสานของผู้ใหญ่เป็นที่เลื่องลือไปทั่วจังหวัด ทำให้มีชาวบ้านในหลาย ๆ ชุมชนเดินทางมาศึกษาดูงานที่หมู่บ้านนี้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้บ้าง
"ผู้นำต้องมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เราต้องเป็นต้นแบบของการทำความดีให้ลูกบ้านได้เห็น ชุมชนจะเข้มแข็งได้ต้องเริ่มจากจิตใต้สำนึกก่อน ถ้าจิตใต้สำนึกเข้มแข็งก็เท่ากับมีความคิด มีปัญญา ถ้ามีปัญญาแล้วก็จะไม่ไปคิดทำเรื่องไม่ดี ดังนั้นเราต้องปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมกับเยาวชนให้มากที่สุด และใช้การศึกษาสร้างคน" ผู้ใหญ่ธีรพันธุ์ บอกแนวคิด
ผู้ใหญ่เดินหน้าสร้างคนด้วยการใช้ธรรมะที่เขาเลื่อมใสศรัทธา ชักจูงให้คนเข้ามาใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากขึ้น โดยทำตัวอย่างให้ลูกบ้านเห็น ทำให้ ณ วันนี้ หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านสีขาวที่น่าอยู่ และทำให้ผู้ใหญ่กล้าประกาศว่า ชุมชนแห่งนี้ปลอดอาชญากรรม และปลอดยาเสพติดแน่นอน
เพราะธรรมะที่ผู้ใหญ่ธีรพันธุ์เลื่อมใส ได้บันดาลให้ชาวบ้านในชุมชนเนินน้ำเย็น เลื่อมใสผู้ใหญ่ใฝ่ธรรมะคนนี้เช่นเดียวกัน
อ่านเรื่องราว ธีรพันธุ์ บุญบาง ผู้ใหญ่บ้านใฝ่ธรรมะ เพิ่มเติมคลิกที่นี้เลย
http://hilight.kapook.com/view/62342
จ่าสิบตำรวจวิชิต กัลยาณวัตร นักพัฒนาขวัญใจชุมชนหลังสวน
ด้วยบุคลิกส่วนตัวที่สนุกสนานและเป็นกันเอง ทำให้พี่เล็ก จ่าสิบตำรวจวิชิต กัลยาณวัตร อดีตนายตำรวจชุดปฏิบัติการชุมชนสัมพันธ์ ผู้ผันตัวเองมาเป็นพัฒนากรชุมชน เข้ากับคนได้ไม่ยากนัก และส่งผลให้การทำงานพัฒนาชุมชนของเขาเป็นไปได้อย่างราบรื่น
ทุก ๆ วัน พี่เล็ก จะต้องลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน หรือไปประสานงานติดต่อช่วยเหลือชาวบ้าน โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นช่วงกลางวัน หรือกลางคืน จนใคร ๆ ต่างก็รู้จักแก และยิ้มต้อนรับโอภาปราศรัยด้วยดีในทุกครั้งที่พี่เล็กมาเยือน และทุกครั้งที่พี่เล็กลงพื้นที่ก็จะไม่ได้แต่งชุดราชการ หากแต่ใส่เพียงชุดลำลองเหมือนชาวบ้านทั่วไป เพื่อให้เข้าถึงและดูเหมือนเป็นญาติสนิทมิตรสหายกับชาวบ้านมากที่สุด โดยพี่เล็กจะเข้าไปสอนให้ชาวบ้านนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับวิถีชีวิตของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ ซึ่งแนวคิดนี้ก็ช่วยให้ชาวบ้านลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก
"การได้ลงพื้นที่เป็นสิ่งที่มีความสุขมาก 11 ปีที่ผ่านมา เราก็ทำหน้าที่เต็มกำลัง ช่วยเขาเต็มความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเวลานอกราชการ หรือในราชการ เวลาลงพื้นที่เห็นพี่น้องประชาชนมีความสุข เราก็ภูมิใจ จริง ๆ ก็เคยมีท้อบางเหมือนกัน แต่ก็ไม่ถอย เพราะคิดไว้แล้วว่า เกิดมาเป็นคนไทยก็จะต้องทดแทนบุญคุณแผ่นดิน เลยคิดอยู่เสมอว่า เกิดมาชาตินี้จะสร้างความดีไม่เคยหวั่น จะเร่งสร้างทั้งคืนและทั้งวัน เพื่อชีวิตอันสั้นนั้นมีราคา คิดอยู่เท่านี้" พี่เล็ก บอก
เป็นเรื่องดีจริง ๆ ที่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากหนทางที่จะเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของชาวบ้านแล้ว ยังเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันอีกด้วย
อ่านเรื่องราว จ่าสิบตำรวจวิชิต กัลยาณวัตร นักพัฒนาขวัญใจชุมชนหลังสวน เพิ่มเติมคลิกที่นี้เลย
http://hilight.kapook.com/view/62342
แจ๊ค ธนบดี...จิตวิญญาณคือกันตรึม ตราบจนสิ้นลมหายใจ
"กันตรึม" อาจเป็นคำที่ไม่คุ้นหูคนรุ่นใหม่ แต่หากใครได้เดินทางไปยังชุมชนจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เด็ก ๆ ที่นี่รู้จัก "กันตรึม" กันแทบจะทั้งหมู่บ้าน และยังรู้จักหนุ่มเลือดอีสานใต้วัย 29 ปี "แจ๊ค ธนบดี ถนอมเมือง" ในฐานะครูสอนกันตรึมอีกด้วย
หลังจากเรียนจบ ม.6 ครูแจ๊คได้มีโอกาสเดินทางไปเรียนต่อที่จังหวัดสุรินทร์ และได้เริ่มหัดเล่นกันตรึม ดนตรีพื้นบ้านของชาวอีสานใต้ด้วยความรู้สึกหลงรักในจังหวะของมัน ก่อนจะคิดต่อไปว่า ในฐานะคนพื้นถิ่นควรจะสืบสานศิลปะพื้นบ้านชิ้นนี้ไว้ เมื่อคิดได้ดังนั้น ครูแจ๊คก็เดินตามความฝันของตัวเองทันที ด้วยการพาเด็ก ๆ ในชุมชนมาฝึกกันตรึม และพาออกแสดงตามงานต่าง ๆ เพื่อหาทุนไปสร้างศูนย์ดนตรีนาฏศิลป์พื้นบ้านไว้ใช้จัดแสดงกันตรึม
แรกเริ่มเดิมที ลูกศิษย์ลูกหาของครูแจ๊คมีเพียงไม่กี่คน แต่เมื่อนานวันเข้า เด็ก ๆ เริ่มสนใจและเข้ามาฝึกหัดกันตรึมกับครูมากขึ้น นอกจากจะช่วยสืบสานศิลปะพื้นบ้านอันเป็นรากเหง้าของพวกเขาไม่ให้สูญหายไปแล้ว ผลพลอยได้จากที่เด็ก ๆ เข้ามาฝึกกันตรึม ก็คือการได้เห็นรอยยิ้ม และภาพความรักของครอบครัวที่มาช่วยชมช่วยเชียร์ทุกครั้งที่ลูก ๆ หลาน ๆ เปิดการแสดงอีกด้วย
"มันเหมือนเป็นปริญญาชีวิต เราจะขอตายเพื่อกันตรึมเลย เราเลือกแล้วและจะสืบสานต่อไปเรื่อย ๆ แล้วแต่ว่าใครจะคิดยังไง มันเลิกไม่ได้ เหมือนกับเราปลูกผัก วันหนึ่งผักโตก็เก็บมากิน ปลูกพืชมันก็ต้องหวังผล ตอนนี้ผลเยอะแยะเลย ผลจากที่เราสอน ภูมิใจมาก ๆ ที่มีคนที่ชอบเหมือนกันมาช่วยสืบสาน เป็นอีกหนึ่งแรงช่วยเรา เพราะเราไม่ได้ทำคนเดียว แต่มีลูกศิษย์และคนจำนวนมากช่วยเราอยู่ ทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำต่อไป..." ครูแจ๊ค ยืนยันด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่
ความสำเร็จของการแสดงคือ การที่ผู้แสดงและผู้ชมมีความสุข แต่ความสุขของครูแจ๊คก็คือ การได้เห็นกันตรึม ศิลปะพื้นฐานแขนงนี้ยังดำรงอยู่ โดยเขาได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน "กันตรึม" ให้อยู่ในวิถีชีวิตของคนในสังคมต่อไป
อ่านเรื่องราว แจ๊ค ธนบดี...จิตวิญญาณคือกันตรึม ตราบจนสิ้นลมหายใจ เพิ่มเติมคลิกที่นี้เลย
http://hilight.kapook.com/view/63139
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)










ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น