ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ Thailand > เรื่องทั่วๆไปที่คนไทยควรรู้ >
วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554
15 สุดยอดคนแห่งปี ผู้ทำดีเป็นต้นแบบสังคม หน้าที่1
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก นิตยสาร ค ฅน , youtube โพสต์โดย TheGuardianAngle1 , ทีวีบูรพา , รายการคนค้นฅน , Youtube. โพสต์โดย uthestreet , gog.com , chn.chinamil.com.cn
สังคมของเราจะน่าอยู่ได้ ถ้าหากคนบนโลกใบนี้ รู้จัก "ให้" มากกว่า "รับ" ซึ่งก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่พร้อมจะเป็น "ผู้ให้" และรังสรรค์สิ่งดี ๆ เพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับสังคมของเรา ลองไปดูกันว่า ในรอบปี พ.ศ. 2554 เรื่องราวของใครที่ทำให้เรารู้สึกประทับใจ และซาบซึ้งไปกับสิ่งดี ๆ ที่พวกเขาสร้างขึ้น เพื่อทำให้ผู้อื่นรู้สึกอิ่มเอมใจกันบ้าง รับรองว่าทุกคนที่ได้อ่านเรื่องที่กระปุกดอทคอมนำมาเสนอในวันนี้ ต้องรู้สึกภาคภูมิใจที่มีพวกเขาอยู่ร่วมในสังคม และคงเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้ทำดี เพื่อผู้อื่นกันค่ะ
ชีวิตที่มีความหมายของคนสร้างฝาย ... คุณย่ายิ้ม
ใครที่ได้รับรู้เรื่องราวของ "ย่ายิ้ม" หรือ "ย่ายิ้ม เย้ยยาก" คงจะอดอมยิ้มตามไปกับแกไม่ได้แน่นอน เมื่อหญิงชราวัย 80 กว่า ที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าทึบเพียงลำพัง กลับไม่เคยอยู่ห่างจากคำว่า "ความสุข" เลย
นั่นเพราะทุก ๆ วัน "ย่ายิ้ม" จะไม่ปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปอย่างไร้ค่า และสิ่งมีค่าที่ "ย่ายิ้ม" ทำก็คือ การเดินถือจอบเก่า ๆ 1 อัน ขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่หลายสิบท่อนเพื่อมาสร้างฝาย โดยหวังจะให้ผืนป่าประเทศไทยเป็นผืนป่าที่ชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ ตามพระราชดำรัสของพ่อหลวงที่คุณย่ายิ้มเคยได้ยินได้ฟังมานานนับสิบปีแล้ว และตั้งแต่นั้นมา คุณย่ายิ้มก็จำคำสอนของพ่อหลวงใส่เกล้า และปณิธานกับตัวเองว่า จะต้องสร้างฝาย เพื่อสร้างประโยชน์ต่อแผ่นดินไทย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสังขารของหญิงชราจะร่วงโรยลงไปตามวัย แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้ "ย่ายิ้ม" หยุด เพราะแกถือคติว่า วันนี้มีแรงแค่ไหนก็ทำเท่านั้น พอตื่นเช้าขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ก็ลุกขึ้นมาทำใหม่ แต่จะมีเพียงวันโกนและวันพระเท่านั้น ที่ "ย่ายิ้ม" จะหยุดพักจากการสร้างฝาย และการหยุดของแกไม่ใช่การหยุดพักผ่อนกาย เพราะในวันดังกล่าวนั้น ย่ายิ้มจะเดินทางลงจากเขากว่า 8 กิโลเมตร เพื่อไปเข้าวัดเข้าวาทำจิตใจให้สงบผ่อนคลายจิตใจ
หลายคนสงสัยว่า "ย่ายิ้ม" จะมาลำบากทำไม ทั้งที่ลูก ๆ หลาน ๆ ของแกก็มีฐานะและอ้อนวอนให้ "ย่ายิ้ม" กลับไปอยู่บ้านด้วยกัน แต่ "ย่ายิ้ม" กลับเลือกที่จะอยู่ที่นี่ นั่นเพราะแกคิดเสมอว่า "ทางสวรรค์จะเป็นทางที่รก ทางนรกจะเป็นทางที่เรียบ..."
ตลอดหลายปีกับชีวิตกลางป่าเขาเพียงลำพัง ย่ายิ้ม สารภาพว่า เมื่อไหร่ที่ลูกขึ้นมาหาและมานอนด้วย แกก็ดีใจทุกครั้ง แต่พอกลับกันไป แค่เห็นเดินคล้อยหลังก็นั่งใจละห้อยแล้ว...แต่ถึงอย่างไร แกก็ยังยืนหยัดว่าจะขออยู่ในป่าในเขาอย่างนี้ไปจนตาย และคำขอสุดท้ายที่ฝากไว้กับลูกคือ...ถ้าแม่ตาย ก็ให้เผาให้ฝังไว้ที่ไร่บนเขานี้
"ย่าไม่อยากตายหรอกหนา แต่ไม่เคยกลัว ถึงเวลาจะต้องละแล้ว ก็ต้องไป..." ถ้อยคำนี้บอกได้เป็นอย่างดีว่า หญิงชราวัย 80 เข้าใจถึงแก่นแท้ของชีวิตแล้วจริง ๆ
ย่ายิ้ม...หญิงชรา กับชีวิตลำพังกลางป่าเขา
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก นิตยสาร ค ฅน
ลำพังคนหนุ่มสาว จะให้เดินขึ้นลงเขาสัก 7-8 กิโลเมตร ยังเล่นเอาเหงื่อตก หอบแฮ่ก ๆ ๆ ถ้าไม่ใช่ทริปท่องเที่ยว หรือเหตุจำเป็นจริง ๆ ล่ะก็...คงส่ายหน้าหนีกันเป็นแถว
แต่สำหรับ "ย่ายิ้ม" หญิงชราวัยใกล้ร้อย การกระทำข้างต้นถือเป็นกิจวัตรสม่ำเสมอทุกวันพระ จนชาวบ้านท่าหนอง จ.พิษณุโลก รู้กันดีว่า หากเห็น ย่ายิ้ม เดินลงจากบ้านกลางป่าเขาวันไหน วันนั้นแหละ คือวันพระ เพราะไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง ย่าก็ต้องไปถึงวัดไม่เคยขาด
ระยะทางไกลที่เต็มไปด้วยหล่มโคลน ถนนเป็นร่อง ขรุขระ ไม่ได้เป็นอุปสรรค หรือส่งผลต่อใบหน้าเปื้อนยิ้มของหญิงชราผู้มีอารมณ์ดีอยู่เป็นนิตย์ โดยทุกวันพระ ย่ายิ้ม จะออกเดินเท้าจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด แต่อย่าถามเลยว่ากี่โมง เพราะบ้านของแก ไม่มีทั้งนาฬิกา และปฎิทิน แกรู้เพียง มืดก็นอน สว่างก็ตื่น ตะวันตรงหัวก็เที่ยง และเมื่อกลับจากวัด แกก็จะมานับวันหลังจากนั้นไปถึงวันโกนวันพระอีกที ซึ่งไม่เคยพลาดหรือคลาดเคลื่อน
ย่ายิ้ม...หญิงชรา กับชีวิตลำพังกลางป่าเขา
ทุกวันนี้แม้วัยจะล่วงเลยมาถึง 83 ปี แต่ ย่ายิ้ม ยืนยันว่า ร่างกายยังแข็งแรงดี และก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรนักกับการที่ต้องอยู่ในบ้านกลางป่าเพียงลำพัง
หลายครั้ง ลูกชาย 2 คนที่ยังคอยดูแลแม่คนนี้อยู่ห่าง ๆ พยายามรบเร้าให้แกไปอยู่ด้วย แต่ก็ดูเหมือนจะเอาชนะใจแม่ได้ยากยิ่ง ย่ายิ้ม ยืนกรานจะปักหลักบั้นปลายชีวิตอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน ด้วยเหตุว่า บ้านกลางป่าของแก ทำให้ชีวิตไม่วุ่นวายจนเกินไปนัก เพียงแค่เก็บหน่อไม้มาดองกินกับมะพร้าวคั่วหอม ๆ ก็นับเป็นอาหารรสดีที่ช่วยให้อิ่มท้องและประทังชีวิตได้แล้ว
"ความเจริญอยู่ที่ไหน มันก็ทุกข์ยากที่นั่น อยู่บนเขานี้ ไม่มีเงินย่าก็ยังอยู่ได้ แต่ถ้าอยู่ในตัวเมือง ไม่มีเงินอยู่ไม่ได้เลยหนา ต้องซื้อเอาทุกอย่าง ไปอยู่ก็จะเดือดร้อนเขา"
ถึงอย่างนั้น วิถีบ้านป่าแบบ ย่ายิ้ม ก็ใช่จะสบายอย่างปากว่า ในช่วงฤดูฝน ดูจะโหดร้ายเป็นที่สุด เพราะหนทางในป่านั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ หากมีน้ำหลากลงจากเขา จนข้ามห้วยไม่ได้ ย่ายิ้มก็จะไม่ออกจากบ้าน ซึ่งช่วงที่ไม่ได้ลงเขาหลายวัน ข้าวสารก็มักจะไม่มีเหลือให้หุงให้กิน ครั้นจะแจ้งบอกข่าวฝากไปถึงใครก็ไม่มี
"ก็ต้องอดเอามั่ง บางทีเกือบ ๆ อาทิตย์ไม่ได้กินข้าวเลย กินแต่หัวกลอยป่าเอามานึ่งกับมะพร้าวคั่ว"
นอกจากจะเก็บหน่อไม้ไปแลกข้าวกับคนในชุมชนแล้ว ย่ายิ้มยังมีรายได้ประจำตัวคือ เบี้ยสงเคราะห์คนชราเดือนละ 500 บาท ทว่าเงินจำนวนนี้ ก็มักจะหมดไปกับการทำบุญเสียทุกคราวที่ไปวัด รวมไปถึงเงินที่ลูกหลานแบ่งไว้ให้ใช้ยามมาเยี่ยม ก็ร่อยหรอไปกับกิจกรรมในทางธรรมเช่นกัน
ย่ายิ้ม...หญิงชรา กับชีวิตลำพังกลางป่าเขา
ด้วยความเป็นคนจริงเรื่องการทำบุญ และรอยยิ้มที่ไม่เคยหายจากใบหน้าสมชื่อ ย่ายิ้ม ทำให้แกได้รับมิตรภาพดี ๆ จากคนในชุมชนบ้านไร่เชิงเขา ... บ่อยครั้ง ย่ายิ้ม ได้รับอาหาร ของฝาก รวมทั้งความเป็นห่วงเป็นใยจากคนที่ไม่ใช่ญาติ
ความเป็นห่วงเป็นใยปนสงสัยว่า หญิงแก่อยู่คนเดียวกลางป่าได้อย่างไรเป็นเวลาหลายปี หากนับถึงวันนี้ก็ 27 ปีเข้าไปแล้ว ในช่วงแรก ๆ จึงเคยมีข่าวลือต่าง ๆ นานา บ้างว่า ย่ายิ้มเลี้ยงผี บ้างว่าเลี้ยงโจร ส่งยาบ้า ถึงขนาดเคยมีเจ้าหน้าที่มาล้อมบ้านย่ายิ้ม และจุดไฟเผาหญ้ารอบบริเวณบ้าน เพื่อหวังให้โจรออกมา แต่เผาไปแล้วก็ไม่มีใครออกมาสักคน หลัง ๆ ข่าวลือจึงเริ่มซา และหายไปในที่สุด
เฒ่า-ศรศักดิ์ มากมา ลูกชายคนที่ยังอยู่ใน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เป็นคนที่คอยมาดูแลแม่บ่อยที่สุด เขาจะขับรถอีแต๋นมารับย่ายิ้มก่อนวันพระใหญ่ เพื่อพาไปทำบุญ นุ่งขาวห่มขาวค้างวัด ถือศีลอุโบสถที่วัดหลวงพ่อใหญ่พระพุทธชินราช เป็นประจำสม่ำเสมอ เสร็จจากงาน ไอ้เฒ่าของแม่ ก็จะขับรถมาส่งพร้อมด้วยเสบียง ข้างสาร มะพร้าว และของแห้ง
"แม่เขาจะบอกว่าไม่ต้องเอามาให้มากนะ ในชีวิตเขา แม่เขาไม่เคยอยากได้อะไรเลย เคยถามเขาก็บอกว่า เขาพอแล้ว สมัยยังเด็กบ้านเราจนกันมาก พ่อก็ตายตอนที่เรายังเล็ก ๆ แต่แม่คนเดียวก็หาเลี้ยงลูกได้ มานึกดูแกต้องทำงานหนักมาก แม่ถึงเน้นสอนให้เข้มแข็ง หนักเอาเบาสู้ไม่เลือกงาน"
ย่ายิ้ม...หญิงชรา กับชีวิตลำพังกลางป่าเขา
ความจริงแล้ว ย่ายิ้ม มีลูกทั้งหมด 5 คน 2 คนแรก เกิดกับสามีคนแรก ที่มาด่วนเสียชีวิตไปก่อน ย่ายิ้มจึงต้องเลี้ยงลูกสาวลูกชายตัวคนเดียวมาหลายปี ก่อนจะมาผูกสมัครรักใคร่กับสามีคนที่ 2 (ก็มาตายจากไปอีก) และมีลูกอีก 3 คน แต่คนที่ย่ายิ้ม ยังพูดถึงอยู่เสมอก็มีเพียงแค่ 2 คน คือ ไอ้เฒ่า และพ่อทูล น้องคนเล็ก ที่สร้างบ้านไม้กลางป่าอยู่กับแก ก่อนจะตัดสินใจหอบลูกพาเมียไปหางานทำในกรุงเทพฯ
ตลอดหลายปีกับชีวิตกลางป่าเขาเพียงลำพัง ย่ายิ้ม สารภาพว่า เมื่อไหร่ที่ลูกขึ้นมาหาและมานอนด้วย แกก็ดีใจทุกครั้ง แต่พอกลับกันไป แค่เห็นเดินคล้อยหลังก็นั่งใจละห้อยแล้ว...แต่ถึงอย่างไร แกก็ยังยืนหยัดว่าจะขออยู่ในป่าในเขาอย่างนี้ไปจนตาย และคำขอสุดท้ายที่ฝากไว้กับลูกคือ...ถ้าแม่ตาย ก็ให้เผาให้ฝังไว้ที่ไร่บนเขานี้
"ย่าไม่อยากตายหรอกหนา แต่ไม่เคยกลัว ถึงเวลาจะต้องละแล้ว ก็ต้องไป..."
เรื่องราวของ ย่ายิ้ม อาจเป็นเรื่องธรรมดาๆ ของหญิงชราคนหนึ่ง แต่เมื่อรับรู้รับทราบแล้ว ก็อดนึกถึงปู่ย่าตายายของตัวเองเสียไม่ได้ ...บางที "ยิ้มของย่า" ก็ทำให้รู้สึกดี ๆ ได้เหมือนกัน
ชุดปฏิบัติการเหยี่ยวดง 60 ผู้ยอมเสี่ยงชีวิตปกป้องด้ามขวานไทย
ไม่มีใครอยากทิ้งชีวิตไว้ยังพื้นที่สีแดงของปลายด้ามขวานไทย แต่สำหรับพวกเขา "ชุดปฏิบัติการเหยี่ยวดง 60" ทั้งหมด 15 ชีวิต นี่คือหน้าที่ในฐานะชายชาติทหารผู้ต้องเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด ก่อนที่มันจะไปคร่าชีวิตของใคร นำทีมโดย ร้อยตำรวจตรีแชน วรงคไพสิฐ ซึ่งทุกคนในทีมล้วนผ่านเหตุการณ์ระเบิดมาหลายต่อหลายครั้ง ผ่านเหตุการณ์เสี่ยงตายมาก็มากมาย บาดเจ็บมาจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทว่าก็ไม่มีใครยอมแพ้ และขอลาออกจากทีมชุดนี้ เพราะหัวใจยัง "สู้" อยู่
ไม่มีใครรู้ว่า สถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด เช่นเดียวกับเหล่าสมาชิกหน่วยเก็บกู้ระเบิดที่ไม่มีใครรู้ว่า วันใดที่พวกเขาจะออกไปปฏิบัติหน้าที่เป็นวันสุดท้าย แต่พวกเขาตระหนักไว้เสมอว่า หากต้องตายก็ขอตายอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะของข้าราชการที่ปวารณาตัวเป็นข้าของแผ่นดิน
"พวกผมเกิดเป็นคนไทย เกิดในสามจังหวัดภาคใต้ พวกผมต้องตอบแทนพระคุณแผ่นดิน พวกผมทั้งหมดที่ยืนตรงนี้เป็นลูกชาวสวน ชาวนา ชาวไร่ อุปกรณ์ที่ชาวสวน ชาวนาใช้ทำงานก็คือ "ขวาน" หาก "ขวาน" ไม่มีด้าม ก็ใช้ทำอะไรไม่ได้ พวกผมขอสัญญาต่อหน้าพระคุณเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้ว่า พวกผมจะดูแลรักษาด้ามขวานตรงนี้ตลอดไป"
นี่คือคำปฏิญาณของนายทหารกล้าที่ประกาศก้องต่อหน้าทุกคน และถ้อยวาจานี้คงเป็นคำตอบว่า ทำไมทั้ง 15 ชีวิต ยังยืนหยัดที่จะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อปกป้องคนไทยให้นอนหลับฝันดี
เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว ที่สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ปลายด้ามขวานทองของประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างไม่รู้จักจบสิ้น มีหลายชีวิตต้องสังเวยไปกับไฟใต้แทบจะทุกวันจนนับไม่ถ้วน ทำให้ข้าราชการหลาย ๆ คนที่ต้องทำงานอยู่บนดินแดนแห่งนี้พากันขอย้ายตัวเองออกจากดินแดนสีแดง เพื่อความปลอดภัยในชีวิต
แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงอีกเพียงไหน ชุดปฏิบัติการเหยี่ยวดง 60 เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด กลุ่มงานสืบสวน ตำรวจภูธรนราธิวาส ทั้ง 15 ชีวิต ที่นำทีมโดย ร้อยตำรวจตรีแชน วรงคไพสิฐ ก็ไม่เคยคิดจะเพิกเฉยต่อหน้าที่ แล้วทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง เมื่อได้รับรายงานว่ามีระเบิด คนกลุ่มนี้จะรุดไปยังที่เกิดเหตุทันที และเป็นทัพหน้าเข้าไปเก็บกู้ระเบิดก่อนที่ความสูญเสียจะเกิดขึ้น แม้ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาทุกคนก็มีกันเพียงคนละหนึ่งชีวิตไม่แตกต่างจากพวกเรา
"กลัวมันก็กลัว แต่เราคิดว่าเราทำดีไว้ แม้จะบาดเจ็บมาหลายครั้ง แต่มันก็เป็นหน้าที่ และผมก็รักที่จะทำหน้าที่ในจุดนี้" "ยอมรับว่างานนี้เป็นงานที่เสี่ยง แต่ว่าถ้ามองในแง่หนึ่ง ในชุดเก็บกู้เราก็มีคนน้อยมาก ต้องเป็นคนที่เสียสละจริง ๆ" เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ เผยความรู้สึก
กว่า 8 ปีที่ผ่านมา ชุดปฏิบัติการเหยี่ยวดง 60 กู้ระเบิดมาแล้วเป็นร้อยครั้ง ผ่านเหตุการณ์เสี่ยงตายมาก็มาก บาดเจ็บมาจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทว่าก็ไม่มีใครยอมแพ้ และขอลาออกจากทีมชุดนี้ มีแต่เพียงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นในทุกครั้งที่ออกปฏิบัติการณ์ว่า ต้องระวังในทุก ๆ วินาที
"ใจพวกเราพร้อมกันทุกคน พร้อมที่จะตาย เพราะพวกเราออกไปทำงานแต่ละครั้งก็ยืนอยู่บนระเบิดอยู่แล้ว เราถือว่าทำเพื่อบ้านเมืองก็ต้องทำ ถ้าเราไม่ทำใครจะทำ"
ไม่มีใครรู้ว่า สถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด เช่นเดียวกับเหล่าสมาชิกหน่วยเก็บกู้ระเบิดที่ไม่มีใครรู้ว่า วันใดที่พวกเขาจะออกไปปฏิบัติหน้าที่เป็นวันสุดท้าย แต่พวกเขาตระหนักไว้เสมอว่า หากต้องตายก็ขอตายอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะของข้าราชการที่ปวารณาตัวเป็นข้าของแผ่นดิน
"คนเราไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ต้องตายอยู่ดี แต่ว่าเราจะตายแบบไหน ถ้าเราตั้งใจทำความดีแล้ว แม้ว่าจะตายก็ถือว่าคุ้มค่า"
ร.ต.ต.แชน วรงคไพสิฐ
และความกล้าหาญของชุดปฏิบัติการเหยี่ยวดง 60 ที่เสียสละเพื่อประชาชน และประเทศไทย ก็ส่งผลให้พวกเขาได้รับรางวัล "คนดีของแผ่นดิน" ซึ่งรายการคนค้นฅน ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท. กระทรวงยุติธรรม จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อยกย่องเชิดชูข้าราชการที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต มีความเสียสละ ทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่และเคร่งครัด ในคุณธรรมความดีงาม ตามวิถีชีวิตแบบพอเพียงให้เป็นข้าราชการต้นแบบ
"พวกผมเกิดเป็นคนไทย เกิดในสามจังหวัดภาคใต้ พวกผมต้องตอบแทนพระคุณแผ่นดิน พวกผมทั้งหมดที่ยืนตรงนี้เป็นลูกชาวสวน ชาวนา ชาวไร่ อุปกรณ์ที่ชาวสวน ชาวนาใช้ทำงานก็คือ "ขวาน" หาก "ขวาน" ไม่มีด้าม ก็ใช้ทำอะไรไม่ได้ พวกผมขอสัญญาต่อหน้าพระคุณเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้ว่า พวกผมจะดูแลรักษาด้ามขวานตรงนี้ตลอดไป" ร.ต.ต.แชน หัวหน้าชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด กล่าวบนเวทีมอบรางวัลเรียกเสียงปรบมือดังกึกก้อง
อย่างไรก็ตาม คล้อยหลังจากงานรับรางวัล "คนดีของแผ่นดิน" ไปได้เพียง 2 วัน ในวันที่ 24 มิถุนายน ได้เกิดเหตุการณ์โจรใต้ลอบวางระเบิดขึ้น 3 จุดในเวลาไล่เลี่ยกันที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เหตุการณ์ครั้งนี้ ส่งผลให้ชาวบ้านเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 5 ราย ขณะเดียวกัน ยังมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บอีก 8 ราย ซึ่งเมื่อตรวจสอบรายชื่อแล้วก็พบว่า ร.ต.ต.แชน พร้อมลูกทีมบางส่วนคือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว
หลังจากเสียงระเบิดสิ้นสุดลง เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิดที่ได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งมารักษาตัวที่โรงพยาบาลทันที โดยเจ้าหน้าที่ทีมเก็บกู้ระเบิดได้เล่าเหตุการณ์ว่า หลังจากทีมเดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ ก็ได้รับรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดขึ้นและมีผู้เสียชีวิต ทีมเก็บกู้จึงรุดไปยังที่เกิดเหตุ แต่ระหว่างทางก็มีรายงานเข้ามาว่า ได้เกิดระเบิดลูกที่ 2 ขึ้นอีกในบริเวณใกล้ ๆ กัน ทีมเก็บกู้จึงรุดไปตรวจสอบเหตุระเบิดลูกที่ 2 ก่อน แต่ทว่าเมื่อไปถึงที่เกิดเหตุจุดที่ 2 เจ้าหน้าที่ก็เห็นสายไฟโผล่ขึ้นมาจากใต้ดินจึงคิดว่า น่าจะเป็นระเบิด ทำให้ ร.ต.ต.แชน และลูกทีมเตรียมจะเดินเข้าไปตรวจสอบ แต่ภายในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงดังสนั่นของระเบิดก็ดังขึ้น ฉุดให้ร่างของเจ้าหน้าที่หลายนายต้องลงไปนอนกองกับพื้น
"พรรคพวกเคยให้คำนิยามไว้ว่า ทีมของเราเหมือนคนเลี้ยงไก่ สักวันก็ต้องเหยียบขี้ไก่ แล้วแต่ว่าจะเปื้อนมากเปื้อนน้อยแค่ไหน แล้วมันก็เป็นอย่างนั้น" เจ้าหน้าที่ในทีมคนหนึ่งบอก
ร.ต.ต.แชน วรงคไพสิฐ
ขณะที่ ร.ต.ต.แชน หัวหน้าทีมซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว เล่านาทีระทึกว่า หลังจากเกิดระเบิดขึ้น เขารู้สึกชาไปหมด ทั้งตัวทั้งหน้า ลืมตาไม่ได้ เพราะแสบตา ขณะที่เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ที่แม้จะมีเลือดอาบใบหน้าแล้ว แต่ก็ยังวิ่งเข้ามาช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมอย่างไม่คิดถึงตัวเอง
นับว่าโชคดีที่เหตุระเบิดครั้งนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียร้ายแรงมากนัก เพราะสะเก็ดระเบิดที่เป็นตัวทำอันตรายทีมเก็บกู้กระเด็นไปอีกทาง และยังมีทรายช่วยซับไว้ เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จึงไม่ได้รับบาดเจ็บจนเกินเยียวยา
"นี่เป็นครั้งที่ 6 ที่ผมเจอเหตุการณ์รุนแรง ส่วนน้องคนอื่น ๆ ก็เจอเป็นครั้งที่ 2 บ้าง ครั้งที่ 3 บ้าง เพราะพวกเราเป็นเป้าของเขาอยู่แล้ว คิดดูสิ เราขึ้นไปกรุงเทพฯ รับรางวัล ตั้งกี่วันไม่เกิดเหตุอะไร พอกลับมาวันเดียวก็เกิดเรื่องเลย จริง ๆ งานวันนั้นเราจะไม่ลงไปทำก็ได้นะ เพราะยังอยู่ในช่วงที่ทีมเราขอลาราชการไว้ เพื่อขึ้นไปกรุงเทพฯ แต่พอกลับมาก่อน แล้วเกิดเรื่องขึ้น มันก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องลงไป ต้องเข้าไปช่วยชาวบ้าน" ร.ต.ต.แชน เผยความในใจ
แม้เหตุการณ์ในครั้งนี้จะทำให้เจ้าหน้าที่กว่าครึ่งทีมได้รับบาดเจ็บ จนต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ประสบชะตากรรมเช่นวันนี้ และแม้ว่าเหตุการณ์แต่ละครั้งจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ ร.ต.ต.แชน และลูกทีม ก็ยังยืนยันว่า จะไม่หันหลังให้กับงานนี้อย่างเด็ดขาด เพราะสงสารชาวบ้าน และหากหมออนุญาตให้พวกเขาออกจากโรงพยาบาลแล้ว สิ่งแรกที่พวกเขาจะทำก็คือ "ทำงาน"
"มันเป็นความเสียสละที่มากกว่าความเสียสละ หลายคนพิการ บาดเจ็บ แต่ก็ยังไม่ขอย้าย มันคงบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้หรอกว่า ทำไมเราถึงมายืนอยู่ในจุดนี้"
"พวกเราไม่ได้นึกถึงตัวเอง แต่นึกถึงคนข้างหลังมากกว่า นึกถึงลูกหลานของเรา ผืนแผ่นดินตรงนี้เป็นทรัพย์สมบัติของพระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา พวกเราต้องช่วยกันปกป้องดูแล" ร.ต.ต.แชน ทิ้งท้าย
ภาระหน้าที่ที่ทุกวินาทีมีชีวิตเป็นเดิมพันเช่นนี้ หากไม่ใช่คนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ และตั้งใจเสียสละทำงานเพื่อชาติ และประโยชน์ส่วนรวมด้วยใจจริงก็คงไม่สามารถยืนหยัด และอดทนต่อสถานการณ์บนเส้นด้ายได้อย่างทุกวันนี้แน่นอน และหากพวกเราคนไทยไม่มีเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คอยดูแล เราก็คงไม่สามารถข่มตาหลับได้อย่างสงบสุขเช่นกัน
ร่วมให้กำลังใจ และสนับสนุนทีมเหยี่ยวดง 60 ได้ที่ธนาคารทหารไทย สาขานราธิวาส เลขที่บัญชี 394-2-35217-4 ชื่อบัญชี ร้อยตำรวจตรีแชน วรงคไพสิฐ
น้ำใจเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ของป้าหาบ...แม่ค้า 5 บาท
ในยุคข้าวยากหมากแพง การจะหาอะไรรับประทานให้อิ่มท้องในราคาเพียงแค่ 5 บาท ดูจะเป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่ายาก แต่ทว่า...ในมุมเล็ก ๆ มุมหนึ่งของสังคม ยังมีแม่ค้าวัยย่างหกสิบปีคนหนึ่งประกอบอาชีพหาบเร่ขายกับข้าวมานานกว่า 30 ปีแล้ว และยังคงตรึงราคาเดิมที่ 5 บาท แม้ว่าข้าวจะยาก หมากจะแพง น้ำมันจะปรับขึ้นราคา แต่ "ป้าแดง บุญยัง พิมพ์รัตน์” หรือที่ทุกคนเรียกแกว่า "ป้าหาบ" แม่ค้าในซอยจรัญสนิทวงศ์ 33 แยก 3 ก็ไม่เคยแม้แต่จะคิดปรับขึ้นราคา
"นึกถึงตัวเองเวลาไม่มี ท้องหิวมันทรมานมากนะ คนเงินเดือนน้อย ๆ ก็อยากให้เขากินอิ่ม บางคนมีเงินมา 10 บาท มาซื้อกับป้า ป้าก็ให้เขาเยอะ ๆ เป็นข้าวเหนียวเป็นอะไรอย่างนี้ บางคนมาไกล ๆ ไม่มีเงินมา ป้าก็ให้ไปบ้าง หรือไม่ก็คิดเขาแค่ครึ่งเดียว 20 บาท เอา 10 บาทพอ" ป้าหาบ บอก
เพราะความที่้ป้าหาบเคยอัตคัดขัดสนมาก่อน แต่ ณ วันนี้ แกสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนพอมีพอใช้อย่างพอเพียงแล้ว ก็ได้เวลาที่จะแบ่งปันความอิ่มท้องให้กับผู้อื่นบ้าง โดยป้าหาบบอกว่า ชีวิตของแกสุขสบายดี ไม่เป็นหนี้ ไม่ลำบาก ก็ไม่เป็นจำเป็นที่จะต้องเอากำรี้กำไรอะไรให้คนอื่นเดือดร้อน สู้ "ให้ผู้อื่น" จะดีกว่า
เห็นไหมว่า เพียงแค่ความคิดเล็ก ๆ ของป้าหาบที่เจือจานน้ำใจอันยิ่งใหญ่สู่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน กลับทำให้มุมหนึ่งของสังคมไทยในยุคข้าวยากหมากแพงดูแล้วมีความสุขขึ้นมาถนัดตา
ยุคสมัยนี้ เดินไปทางไหน หันไปร้านใด ก็มักจะเจอป้ายขอปรับขึ้นราคาสินค้า และอาหารอยู่จนชินตา โดยเจ้าของร้านมักจะอ้างว่า เพราะของมันแพงขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้า เพื่อให้สามารถประคับประคองร้านให้อยู่ต่อไปได้
แต่ทว่า ในอีกมุมหนึ่งของสังคม ยังมีแม่ค้าวัยย่างหกสิบปีคนหนึ่ง ประกอบอาชีพหาบเร่ค้าขายกับข้าวมานานกว่า 30 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ไข่ไก่ยังราคาเพียงฟองละห้าสิบสตางค์ และแม้วันนี้ราคาไข่ไก่จะพุ่งเกือบฟองละ 5 บาท แต่แกก็ยังคงยืดหยัดขายกับข้าวทุกอย่างในราคา 5 บาทเหมือนเมื่อสามสิบปีที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน
ในเวลาใกล้บ่ายสองของทุกวัน สายตาหลายคู่ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 33 แยก 3 จะเฝ้ามองหา ป้าแดง บุญยัง พิมพ์รัตน์ หรือที่ทุกคนเรียกแกว่า "ป้าหาบ" เพื่ออุดหนุนกับข้าวอร่อย ๆ ของแก ที่ทุกวันหาบหน้าของแกจะเต็มไปด้วยมะละกอ ข้าวเหนียว และครก ขณะที่หาบหลังเต็มไปด้วยกับข้าวและขนมหวานใส่ถุงพลาสติกกองสูงเป็นภูเขา
"ของทุกอย่างป้าแกขาย 5 บาท ที่ขายสิบบาทก็มีอย่างเดียว คือปลาหมึกเท่านั้น แกขายของแกอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยขึ้นราคาสักที" ลูกชายเจ้าของบ้านที่ป้าหาบใช้เป็นพื้นที่ขายของพูดถึงป้า
จุดเริ่มต้นของแม่ค้า 5 บาท ต้องย้อนไปตั้งแต่สมัยปี พ.ศ.2520 ที่ป้าหาบเดินทางจากจังหวัดร้อยเอ็ดเข้ามาอยู่กรุงเทพมหานคร และตัดสินใจจะขายส้มตำครกละ 5 บาท ให้คนงานในซอยซึ่งมีรายได้น้อยได้ทานกันอย่างอิ่มท้อง จนหลายสิบปีผ่านไป แกก็มีเงินเก็บไปปลูกบ้านที่ร้อยเอ็ดได้หนึ่งหลัง ทั้ง ๆ ที่ขายส้มตำในราคาเพียงครกละ 5 บาท และไม่เคยขยับราคาเลยสักครั้ง แม้ข้าวของจะแพงขึ้น แพงขึ้น เกือบเท่าตัว
"ขายราคานี้เพราะมันขายง่าย คนซื้อก็จ่ายง่าย ทุนฉันแต่ละวันก็พันกว่าบาท ก็พอมีกำไรนิด ๆ หน่อย ๆ ไอ้เรามันไม่มีหนี้สิน ก็อยู่ได้ ไม่ต้องไปโขกเอากำไรกับเขามากเกินไป" ป้าหาบ บอกถึงเหตุผลที่ขายกับข้าวเพียง 5 บาท
ป้าหาบ หรือ ป้าแดง ยังบอกอีกด้วยว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าหาบของแกมีมากหน้าหลายตา ทั้งขาประจำ ขาจร โดยเฉพาะช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี พ.ศ.2540 หาบของแกยิ่งขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ซึ่งถ้าตอนนั้นแกปรับขึ้นราคาก็คงมีกำไรอู่ฟู่ไปแล้ว แต่แกไม่เคยคิดจะขึ้นราคาเลยสักที
"เคยยุให้แกขึ้นราคา แกก็งอนนะ บอกว่าขึ้นแล้วสงสารพวกโรงงาน ป้าแกมองถึงคนล่าง ๆ ที่ซื้อของแกกิน" ลูกค้าประจำ ซึ่งเป็นคุณครูโรงเรียนวัดสุวรรณาราม แอบกระซิบเรื่องของป้าอย่างชื่นชม
หลายคนสงสัยว่า แกขายกับข้าวในราคาเพียง 5 บาทมาได้อย่างไรตั้งนานกว่า 3 ทศวรรษ แล้วจะมีกำไรหรือ ป้าหาบยิ้มแล้วบอกว่า ตัวแกเองก็จำไม่ได้หรอกว่า ได้กำไรหรือขาดทุนอย่างไร เพราะแกคิดเพียงว่า แม้แกจะขายข้าวในราคา 5 บาท แต่ตัวแกเองไม่ได้เดือดร้อนอะไร อยากทานอะไรก็ได้ทาน ไม่เคยลำบาก และไม่ทำให้เป็นหนี้ใคร เพราะฉะนั้นก็ยังขาย 5 บาทได้อยู่
นอกจากป้าหาบจะใจดีขายกับข้าวทุกอย่างในราคาถุงละ 5 บาทแล้ว บ่อยครั้งที่จะเห็นแม่ค้าวัยชราคนนี้ หยิบยื่นกับข้าวให้ลูกค้าที่ไม่ค่อยมีเงินได้ทานกันฟรี ๆ แถมยังให้เสียเยอะจนผู้รับเองยังตกใจ
"นึกถึงตัวเองเวลาไม่มี ท้องหิวมันทรมานมากนะ คนเงินเดือนน้อย ๆ ก็อยากให้เขากินอิ่ม บางคนมีเงินมา 10 บาท มาซื้อกับป้า ป้าก็ให้เขาเยอะ ๆ เป็นข้าวเหนียวเป็นอะไรอย่างนี้ บางคนมาไกล ๆ ไม่มีเงินมา ป้าก็ให้ไปบ้าง หรือไม่ก็คิดเขาแค่ครึ่งเดียว 20 บาท เอา 10 บาทพอ" ป้าหาบ บอก
ความใจดีของป้าหาบ อาจจะเป็นเพราะในสมัยสาว ๆ แกเคยลำบากมาก่อน ทำมาหมดแล้วทุกอย่าง ไม่ว่าจะทำนา ทำไร่ เป็นแม่บ้าน สุดท้ายมาจบที่แม่ค้าขายส้มตำ และเก็บหอมรอมริบเรื่อยมาจนพอมีเงินเก็บ แต่แกก็ยังเข้าใจหัวอกของคนยากไร้เป็นอย่างดี
"ของอย่างนี้นะหนู คนไม่เคยลำบากมาก่อนไม่มีทางเข้าใจหรอก บางทีแค่ยี่สิบบาท เราเห็นว่าน้อยนิด เขาก็หาไม่ได้นะ หรือบางคนย้ายไปอยู่ที่ไกล ๆ มาซื้อของป้า ป้าก็ยิ่งไม่เอาเงินเขาเลย กลัวเขาจะไม่มีค่ารถกลับบ้าน" ป้าหาบ เล่าด้วยความเข้าใจคนหัวอกเดียวกัน
เคล็ดลับที่ทำให้ป้าหาบสามารถคงราคา 5 บาทมาได้กว่า 30 ปี ก็ไม่ยากอะไร เพราะป้าหาบแกจะพยายามทำให้ต้นทุนต่ำที่สุด และซื้อวัตถุดิบจากเจ้าประจำทำให้ได้มาในราคาไม่แพงมาก ซึ่งแกก็จะตื่นแต่เช้ามืดมาทำกับข้าวเป็นหม้อ ๆ แล้วหาบของหนัก ๆ ออกมาขายช่วงบ่าย ๆ เป็นประจำเกือบทุกวันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ป้าหาบยังบอกอีกด้วยว่า แกสนุกกับสิ่งที่แกทำ เพราะได้คุยกับคนมากหน้าหลายตา และหากแกหยุดขายไปหนึ่งวันหรือสองวัน วันรุ่งขึ้นจะมีลูกค้ามาตัดพ้อเลยทีเดียว
"ถ้าเขาไม่มี เราก็ให้เขากินได้ เวลาเราไม่มี ก็คงจะมีคนยื่นมาให้เรากินบ้าง เหมือนว่าเราทำบุญ ยิ่งกว่าใส่บาตรอีกนะ การให้คนเขาได้กิน ใส่บาตรบางทีพระมีของกินเยอะ ๆ พระท่านก็ไม่ฉันอันนั้นอันนี้ แต่คนที่ไม่มีจะกิน ให้เขาไปเขาก็กินหมด และอิ่มด้วย ยิ่งบางคนให้ไป เขาไม่ลืมเลย ไปเจอกันอยู่กลางทาง เขาเห็นป้าแล้วบอกดีใจจังเลย นึกถึงที่ป้าให้ของกิน เขาบอกว่าไม่เคยลืมเรา ขนาด 9 ปี 10 ปี มาเจอกันวันนี้ ยังมีคนมาทักป้าเลย" ป้าหาบ เล่าด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจเป็นอย่างยิ่ง
ป้าหาบยังบอกด้วยว่า ชีวิตของแกพอมีพอกิน เงินเก็บก็พอมี หนี้สินไม่มี ลูกเต้าก็โตได้งานทำกันหมดแล้ว เพราะฉะนั้น ชีวิตของแกก็ไม่ได้ลำบากอะไร เช่นนั้นแล้ว เมื่อแกพร้อม ก็สามารถทำอะไรอย่างที่แกอยากจะทำได้ด้วยความสบายใจซึ่งสิ่งนั้นก็คือ "การให้" นั่นเอง
เห็นไหมว่า เพียงแค่ความคิดเล็ก ๆ ของป้าหาบที่เจือจานน้ำใจอันยิ่งใหญ่สู่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน กลับทำให้มุมหนึ่งของสังคมไทยในยุคข้าวยากหมากแพงดูแล้วมีความสุขขึ้นมาถนัดตา
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสาร ค ฅน เดือนกรกฎาคม
เพ็ญลักขณา ขำเลิศ กับบทบาทหน้าที่พยาบาลไร้หมวก
ณ โรงพยาบาลภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นภาพของ "เพ็ญลักขณา ขำเลิศ" พยาบาลวิชาชีพที่ประจำอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้อยู่ในยูนิฟอร์มสีขาวของสาวพยาบาล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เธอละทิ้งหน้าที่ เพราะเธอบอกว่า หน้าที่ของเธอไม่ใช่แค่การดูแลผู้ป่วยตามเตียงในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่เธอยังอุทิศตัวเองให้กับเตียงผู้ป่วยนับร้อยนับพันหลังคาเรือนในอำเภอภาชี ในฐานะ "พยาบาลไร้หมวก"
เพ็ญลักขณา บอกว่า การเป็นพยาบาลไม่จำเป็นต้องมีเครื่องแบบ หากแต่ "หัวใจ" ต่างหาก คือสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นพยาบาลที่แท้จริง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม เพ็ญลักขณา หรือ พี่ติ๋ง จึงมักจะเลือกลงพื้นที่ไปดูแลผู้ป่วยใน 60 หมู่บ้านในอำเภอภาชี มากกว่าการทำงานอยู่ในโรงพยาบาลภาชี เพราะจะได้เห็นกับตาตัวเองว่า คนไข้กินอยู่อย่างไร และทำไมหลายคนจึงไม่หายจากโรคเสียที แม้ว่าตัวเธอเองก็กำลังทนทุกข์ทรมานจากการเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งต้องได้รับการเยียวยาไม่ต่างจากคนไข้รายอื่น ๆ ที่เธอรับผิดชอบอยู่ แต่พี่ติ๋งกลับมองว่า นี่ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะมาทำให้เธอย่อหย่อนต่อหน้าที่การงานได้
"ที่พี่ทำทุกวันนี้ทำเพื่อคนไข้ ไม่ได้ทำเพื่อตอบสนองนโยบายเอาเงินมาแลกกับงาน งานที่พี่ทำคืองานที่ทำเพื่อแลกกับคน แลกกับชีวิตมนุษย์ เราต้องเป็นผู้ให้ อย่าเป็นผู้รับ เวลาที่เราเป็นข้าราชการ เราต้องนึกเสมอว่า จะทำอย่างไรที่จะมีโอกาส "ให้" ให้ประชาชนมีความสุข ให้คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยเขาพ้นทุกข์ได้ มันไม่มีอะไรมากนอกจากการให้"
...สิ่งที่พี่เพ็ญลักขณากำลังทำอยู่ใช่ไหม? ที่เขาเรียกว่า ทุ่มเททั้งกายและใจให้กับเพื่อนมนุษย์
วิชิต คำไกร เจ้าของรางวัลคนดีของแผ่นดินปี 2
เพ็ญลักขณา ขำเลิศ เจ้าของรางวัลคนดีของแผ่นดินปี 2
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
หลายครั้งที่รายการคนค้นฅนเคยนำเสนอเรื่องราวของบุคลากรทางการแพทย์ที่คอยดูแลช่วยเหลือชาวบ้านอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย จนได้รับการยกย่องจากผู้คนมากมาย และนี่ก็เป็นอีกครั้ง ที่ทางรายการคนค้นฅน ได้หยิบเรื่องราวของ 2 บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานอุทิศตนเพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากมานำเสนอ ซึ่งความทุ่มเทและมุ่งมั่นของทั้งสองคน ก็ส่งผลให้พวกเขาได้รับรางวัลคนดีของแผ่นดินปี 2
ณ โรงพยาบาลภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นภาพของ "เพ็ญลักขณา ขำเลิศ"พยาบาลวิชาชีพที่ประจำอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้อยู่ในยูนิฟอร์มสีขาวของสาวพยาบาล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เธอละทิ้งหน้าที่ เพราะเธอบอกว่า หน้าที่ของเธอไม่ใช่แค่การดูแลผู้ป่วยตามเตียงในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่เธอยังอุทิศตัวเองให้กับเตียงผู้ป่วยนับร้อยนับพันหลังคาเรือนในอำเภอภาชี ในฐานะ "พยาบาลไร้หมวก"
"คำว่าพยาบาลมันไม่ได้อยู่ที่เครื่องแบบ แต่มันอยู่ที่หัวใจ แม้ว่าเราไม่ได้แต่งเครื่องแบบ หลังหมดเวลาราชการ พอออกไปข้างนอก ไปเจอคน เราก็อยากช่วย ก็เลยมีความรู้สึกว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องใส่หมวกเลย เพราะเราออกไปข้างนอกไม่ต้องบอกให้คนอื่นรู้หรอก"เพ็ญลักขณา ขำเลิศ หรือ พี่ติ๋ง เจ้าของรางวัลคนดีของแผ่นดินปี 2 บอกถึงแนวคิด "พยาบาลไร้หมวก" ของตัวเธอเอง
เพ็ญลักขณา ขำเลิศ เจ้าของรางวัลคนดีของแผ่นดินปี 2
พี่ติ๋ง เล่าให้ฟังว่า นอกจากการทำงานในโรงพยาบาลตามปกติแล้ว ตัวเธอเองยังมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยถึง 7 ตำบล 60 หมู่บ้าน ในอำเภอภาชี โดยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ของโรงพยาบาล เช่น แพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อดูแลชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ป่วย
จุดเริ่มต้นของการลงพื้นที่ของพี่ติ๋ง มาจากการที่พี่ติ๋งสังเกตเห็นว่า คนไข้ในโรงพยาบาลมีจำนวนมากจนเตียงผู้ป่วยรองรับไม่เพียงพอ และพี่ติ๋งยังสังเกตต่อไปอีกด้วยว่า คนไข้บางรายมาซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะไม่หายจากอาการความเจ็บปวดเหล่านั้น ในที่สุด พี่ติ๋งก็ตัดสินใจว่า ควรจะลงไปหาสาเหตุที่แท้จริงจากที่บ้านของผู้ป่วยเอง
และหลังจากพี่ติ๋ง หรือหมอติ๋งที่คนไข้เรียกกัน เริ่มลงไปสำรวจถึงบ้านของผู้ป่วยแต่ละรายก็พบว่า ผู้ป่วยหลายรายไม่เข้าใจในสิ่งที่แพทย์ พยาบาลให้คำแนะนำไป ทำให้ปฏิบัติตนอย่างผิด ๆ เป็นเหตุให้อาการต่าง ๆ ไม่หาย รวมทั้งผู้ป่วยส่วนใหญ่มีฐานะยากจน จึงกลายเป็นข้อจำกัดในการรักษา เช่น แพทย์สั่งให้ทานยาหลังอาหาร 3 มื้อ แต่ด้วยฐานะของคนไข้ที่ไม่มีเงินมากนัก จึงทานอาหารได้เพียงแค่วันละมื้อเท่านั้น และเหตุนี้เองจึงส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาอย่างไม่ต้องสงสัย และทำให้คนไข้คนเดิมกลับมายังโรงพยาบาลอยู่เรื่อย ๆ
พี่ติ๋ง มองว่า การที่แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ได้ลงไปเยี่ยมเยียนผู้ป่วยถึงบ้าน น่าจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทำให้เธอลงพื้นที่มาตลอดสิบกว่าปี และการลงพื้นที่ของพี่ติ๋งไม่ใช่เป็นเพียงการไปเยี่ยมเยียนทั่ว ๆ ไป แต่ยังต้องพูดคุยกับผู้ป่วย และญาติ ซักถามข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อหวังให้เกิดผลในการรักษามากที่สุด
"งานนี้เป็นงานที่ท้าทายนะ ว่าเราจะช่วยเขาได้มั้ย ใจเราอยากช่วยเขา ถ้าการช่วยของเรา มันทำให้เขารู้สึกว่า ทุกอย่างมันราบรื่นขึ้น มันก็เหมือนกับว่า สิ่งที่เราลงมาช่วย ลงมาทำ มันสำเร็จ แล้วเราก็ได้ความสุขและความผูกพันกลับไป" พี่ติ๋ง เผยความรู้สึก
นอกจากการดูแลผู้ป่วยในและนอกโรงพยาบาลแล้ว หลายคนอาจไม่รู้อีกว่า อีกสิ่งหนึ่งที่พี่ติ๋งต้องคอยดูแลคือ สุขภาพของตัวเธอเอง หลังจากตรวจพบโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะทำให้เธอย่อหย่อนต่อหน้าที่การงานที่เธอต้องรับผิดชอบ กลับกัน พี่ติ๋ง ยังมองว่า การที่เธอก็มีสภาพเหมือนคนป่วยเช่นเดียวกับผู้ป่วยคนอื่น ๆ เป็นผลดีที่ทำให้เธอไม่เอ้อระเหยต้อง ไม่ต้องคอยนึกถึงตัวเองมากนัก ว่า ใครจะมาให้อะไรกับเธอ เพราะทุกวันที่ลืมตาตื่นขึ้น พี่ติ๋ง ต่างหากที่จะเป็นฝ่ายคิดว่า วันนี้จะให้อะไรกับใคร และจะสามารถช่วยเหลือใครได้บ้างมากกว่า
"การที่เราจะเป็นพยาบาลที่จะดูแลผู้ป่วยได้ ต้องเรียนรู้ตัวเองก่อนว่าเป็นอย่างไร แล้วค่อยไปเรียนรู้ชีวิตของคนไข้ ถ้าเราเป็นพยาบาลอยู่ในโรงพยาบาล เราเห็นแต่โรคนะ แต่ถ้าเราเข้าใจมนุษย์ด้วย เข้าใจโลก เห็นชีวิตด้วย แล้วมาผสมผสานกันระหว่างวิชาการ ตัวโรค ตัวคนไข้ มันได้ผลหลายอย่าง"
ต้องยอมรับว่า ด้วยกำลังของคนกลุ่มเล็ก ๆ ของพี่ติ๋งนั้น ไม่เพียงพอต่อการดูแลชาวบ้านนับร้อยนับพันได้อย่างทั่วถึง ทำให้พี่ติ๋งเดินหน้าคิดโครงการหนึ่งชีวิตหนึ่งตำบลคนภาชี สร้างเป็นเครือข่ายขึ้น เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของคนในโรงพยาบาลให้เห็นคุณค่าของเพื่อนมนุษย์มากขึ้น รวมทั้งโครงการดีช่วยป่วย รวยช่วยจน ที่จะนำคนที่มั่งมีลงมาหยิบยื่นช่วยเหลือคนยากไร้ เพื่อเติมเต็มในส่วนที่ขาด ยังไม่รวมถึงโครงการจิตอาสาต่าง ๆ ที่พี่ติ๋งเริ่มเป็นต้นคิดหาอาสาสมัครมาช่วยดูแลผู้ป่วย ซึ่งอาสาสมัครแม้ว่าจะไม่ได้รับเงินตอบแทน แต่ต่างก็เข้ามาทำงานด้วยใจจริง และได้ความสุขภายในจิตใจเป็นสิ่งตอบแทนกลับไป
"ที่พี่ทำทุกวันนี้ทำเพื่อคนไข้ ไม่ได้ทำเพื่อตอบสนองนโยบายเอาเงินมาแลกกับงาน งานที่พี่ทำคืองานที่ทำเพื่อแลกกับคน แลกกับชีวิตมนุษย์ เราต้องเป็นผู้ให้ อย่าเป็นผู้รับ เวลาที่เราเป็นข้าราชการ เราต้องนึกเสมอว่า จะทำอย่างไรที่จะมีโอกาส "ให้" ให้ประชาชนมีความสุข ให้คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยเขาพ้นทุกข์ได้ มันไม่มีอะไรมากนอกจากการให้"
และนอกจากพี่ติ๋งแล้ว ข้ามไปยังพื้นที่สุดเขตชายแดนในตำบลทับพริก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่มีข้าราชการไทยอีกหนึ่งรายที่ทำงานด้วยจิตใจมุ่งมั่น และให้ดูแลผู้ป่วยอย่างไม่ย่อท้อ
หลังจาก "วิชิต คำไกร" เด็กชายจากครอบครัวชาวนาจังหวัดปราจีนบุรี จบการศึกษาจากวิทยาลัยสุขภาพ จังหวัดชลบุรี เขาก็ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิตด้วยการเลือกบรรจุตัวเองทำงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทับพริก ในฐานะ "เจ้าพนักงานสาธารณสุขอาวุโส" หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "หมออนามัย" คอยทำงานดูแลชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้
แม้ว่าตำบลทับพริกแห่งนี้ จะเป็นพื้นที่ติดชายแดน สภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างแร้นแค้น และยังเต็มไปด้วยปัญหาเชิงสังคมอย่างหลากหลาย ทั้งแรงงานอพยพ ยาเสพติด ปัญหาครอบครัวเด็กถูกทารุณ และโรคเอดส์ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้คุณหมออนามัยคนนี้เดินถอยหลังต่อความมุ่งมั่นของเขา
ภารกิจหลักของ "หมอวิชิต" เจ้าของรางวัลคนดีของแผ่นดินปี 2 ไม่ได้แตกต่างจาก "พี่ติ๋ง" มากนัก เพราะนอกจากการทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลแล้ว หมอวิชิต ก็ยังลงพื้นที่ไปเคาะประตูดูแลผู้ป่วยถึงบ้านแทบทุกหลังคาเรือน ด้วยความรู้สึกที่ว่า ชาวบ้านเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เป็นคนในชุมชนเดียวกัน ต้องลงไปไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ
หากคนนอกพื้นที่ได้เห็นข้าวของที่คุณหมอนำติดตัวลงไปฝากคนไข้ทุกครั้ง อาจจะแปลกใจที่สิ่งของเหล่านั้นเป็นข้าวสาร อาหารแห้ง ไม่ใช่หยูกยาตามที่ควรจะเป็น โดยคุณหมอวิชิตให้เหตุผลว่า เพราะข้าวสารอาหารแห้งพวกนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตขอคนไข้ ส่วนหยูกยาต่าง ๆ คนไข้จะได้รับมาจากโรงพยาบาลอยู่แล้ว ส่วนพวกเขาก็เพียงแค่มาแนะนำผู้ป่วยให้ปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง
"สิ่งที่ผู้ป่วยจะได้คือกำลังใจ มันเป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพราะเราเปรียบเสมือนว่า เตียงของผู้ป่วยอยู่ที่บ้าน เราต้องมาหาพวกเขา" หมอวิชิต บอกถึงหลักการการทำงาน
หลายคนที่ได้ยินคำว่า "ชายแดน" คงจะนึกถึงแต่ภาพของความยากลำบาก และแทบไม่มีใครอยากจะย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ยังพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้นัก แต่สำหรับคุณหมอวิชิตเอง เขากลับบอกว่า พลังใจที่ทำให้เขาตัดสินใจขอมาทำงานยังพื้นที่ชายแดนแห่งนี้ เพราะได้เห็นความทุกข์ยากของคนไข้ในเขตชายแดนที่ห่างไกล และคิดไปถึงตัวเองที่เป็นลูกชาวนาในพื้นที่ทุรกันดารเช่นกัน จึงตัดสินใจลงมาทำงานยังที่ตำบลทับพริก
"เราเป็นข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ทรงบอกว่า เมื่อจะทำงานอย่ายกเอาความขาดแคลนมาเป็นข้ออ้าง แต่ให้ทำงานท่ามกลางความขาดแคลนนั้นให้บรรลุผล เพราะฉะนั้นความขาดแคลนในพื้นที่ตำบลทับพริกอาจจะมีบ้าง แต่เราต้องแปรเปลี่ยนความขาดแคลนนั้นให้เป็นพลังในการที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็จะทำให้เรามีพลังใจในการทำงานช่วยเหลือผู้อื่น"
และไม่เพียงแต่การดูแลรักษาคนไข้ หรือให้คำปรึกษาในทุกโมงยามเท่านั้น แต่เมื่อหมดเวลางานแล้ว คุณหมอยังผันตัวเองไปทำหน้าที่เพื่อชุมชนหลายอย่าง อย่างเช่น การลงพื้นที่ตระเวนตรวจความเรียบร้อยของหมู่บ้าน ร่วมกับผู้นำชุมชน เพื่อป้องปรามปัญหายาเสพติดในหมู่เยาวชนภายในตำบลทับพริก โดยหวังขจัดปัญหาต่าง ๆ และยกระดับชุมชนให้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งเป็นงานที่คุณหมอลงมาทำด้วยตัวเองด้วยจิตใจที่หวังให้ประโยชน์เกิดแก่ชาวชุมชนด้วยกัน
เห็นภาพการทำงานของทั้งสองคนที่ทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้วจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมทั้ง "คุณหมอวิชิต คำไกร" และ "เพ็ญลักขณา ขำเลิศ" จึงได้รับรางวัลข้าราชการต้นแบบ คนดีของแผ่นดินจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ บนเวทีคนค้นฅนแห่งนี้
"ดีใจที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้มาเป็นพยาบาล เพราะอาชีพของเราส่งเสริมให้เราทำประโยชน์เพื่อคนอื่นได้ด้วย อันนี้พี่ดีใจ" นี่คือคำพูดจากใจของพี่ติ๋ง "เพ็ญลักขณา ขำเลิศ" หลังได้รับรางวัล
"ตำแหน่งหรือยศถาบรรดาศักดิ์ที่สูงขึ้นนั้น อาจจะไม่มีความจำเป็นกับชีวิตมากเท่าไหร่นัก แต่ความสำเร็จของงานทำให้เราภาคภูมิใจในสิ่งนั้นมากกว่า เพราะอัตลักษณ์ และคำตอบของการทำงานของผมอยู่ที่ชุมชน นั่นก็คือความอยู่ดีมีสุขของคนรากหญ้า" หมอวิชิต ทิ้งท้าย
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
























ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น