วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

"ยิ่งลักษณ์" ลั่นปีหน้าทำเกษตรโซนนิ่ง ไม่เลิกจำนำข้าว คาดจีดีพีโต 5.5



นายกฯ พร้อมสานนโยบายเร่งด่วนให้ทั่วถึง พัฒนาโครงสร้าง ถนน ย้ำ และบุคลากรสายสามัญและอาชีวะ พร้อมจัดเกษตรโซนนิ่ง ช่วยเด็กสตรีคนแก่แบบวันสต๊อปเซอร์วิส มองยุทธศาสตร์เชิงภูมิภาคสร้างรายได้ ยังไม่เลิกจำนำข้าว อ้างตอบโจทย์แก้ปัญหา สร้างสมดุลกระตุ้นศก.ภายใน ย้ำรักษาสมดุลการคลังและหนี้สาธารณะ พร้อมใช้คอมฯ สอบโกง คาดจีดีพีปีหน้าอยู่ที่ 4.5 - 5.5

วันนี้ (30 ธ.ค.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในปี 2556 ว่า สิ่งที่จะเน้นคือการสานต่อนโยบายที่เร่งด่วนในปีแรก เพื่อให้ลงไปยังพื้นที่ให้ทั่วถึงและติดตามความก้าวหน้าของทุกนโยบาย อีกส่วนคืองานการพัฒนาส่วนใหญ่เราจะมุ่งเน้นโยบายใหม่ๆที่สร้างรากฐานความมั่นคงในยะยาวมากกว่าการที่เน้นให้เกิดขึ้นทันที สิ่งที่เรามองและประชาชจะเห็นคือเราเน้นการทำงานแบบบูรณาการมากขึ้น เพราะมองในมิติบูรณาการจะเห็นมุมมองที่ดีขึ้น เช่น เรื่องการพัฒนาจะมองโครงสร้างพื้นฐาน ถนน การบริหารจัดการน้ำ จากนั้นเน้นการพัฒนาเรื่องบุคลากรและแรงงานทั้งสายปกติ สายสามัญ สายอาชีวะ

นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวอีกว่า รัฐบาลจะเน้นหนักในเรื่องการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร คือเกษตรโซนนิ่ง ตั้งแต่วัตถุดิบ ตั้งแต่การปลูกไปจนกระบวนการผลิตและการขายเพื่อสร้างความแข็งแรง เน้นการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ บูรณาการให้ดีขึ้น เกิดรายได้ที่ยั่งยืน เช่น การพัฒนาสินค้าโอทอป คุณภาพชีวิต โดยดูแลช่วยเหลือเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาสให้เป็นแบบวันสต๊อบเซอร์วิส ที่วันนี้ทุกกระทรวงทำงานเกี่ยวกับเด็กและสตรีแต่ไม่มีใครรับเป็นเจ้าภาพทั้งหมด ดังนั้นต้องบูรณาการเพื่อให้เด็กสตรีได้รับโอกาสในการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน คล้ายๆกับนโยบายด้านสาธารณสุข ในเรื่องดูแลอุบัติเหตุ นโยบาย 30 รักษาทุกโรคจะเชื่อมต่อการบริหารลักษณะนั้น

ในส่วนของการสร้างรายได้ใหม่ของประชาชนนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดเผยว่า ต้องมองยุทธศาสตร์เชิงภูมิภาคมากขึ้น เพราะเวลาทำงานเรามองนโยบายภาพใหญ่ แต่คนที่ปฏิบัติคือระดับจังหวัด ซึ่งเราจะทำงานในนโยบายภาพใหญ่ควบคู่กับจังหวัด ดังนั้นปี 2556 จะเห็นยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดมากขึ้น โดยการไป จ.เชียงใหม่ ก็เป็นการไปประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดโซนภาคเหนือในเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ชัดเจนขึ้น หากยุทธศาสตร์เราชัด การพัฒนาต่างๆสอดคล้องกัน ตรงนี้จะทำให้การเชื่อมโยงต่างๆและการสร้างรายได้ก้าวไปสู่ความยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีนโยบายใดที่ต้องปรับหรือไม่ อาทิ โครงการรับจำนำข้าวที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวนั้นคงนำข้อแนะนำต่างๆให้กระทรวงพาณิชย์รับไปศึกษาและตรวจสอบทั้งหมดและสิ่งที่เราอยากให้พัฒนาสอดคล้องคือเรื่องของสินค้าเกษตร ตั้งแต่การปลูกที่ต้องสัมพันธ์กับฤดูกาล เช่น การปลูกข้าว แทนที่เราจะรับจำนำข้าวเหมือนกันทั้งประเทศ แต่บางครั้งการปลูกรอบฤดูกับการบริหารจัดการน้ำไม่สัมพันธ์กัน จึงอาจมีการปรับรอบเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ทรัพยากรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และรวมถึงการปรับปรุงในส่วนสินค้าเกษตรเพื่อรักษาระดับเสถียรภาพของราคา

“นโยบายเกษตรโซนนิ่ง จะทำให้เรารู้อนาคตการปลูกพืชเกษตรจังหวัดไหนปลูกอะไรได้ผลดี เชื่อมโยงกับแหล่งน้ำ ถ้าเราเชื่อมโยงตรงนี้ได้จะทำให้ผลผลิตดีและมีทางเลือกให้กับเกษตรกรมากขึ้น โดยที่กระทรวงการคลังเข้าไปดูแลเรื่องกองทุนเพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้เต็มประสิทธิภาพและทั่วถึง” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุ

เมื่อถามต่อว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินการคลังหลายเรื่องมีความเป็นห่วงอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลจะเน้นเรื่องการสร้างความสมดุลของการส่งออกกับการสร้างความแข็งแรงกับเศรษฐกิจในประเทศ จะเห็นว่า ไทยแต่ก่อนพึ่งพาการส่งออกเป็นสัดส่วนร้อยละ 70-30 เมื่อมีความผันผวนทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นก็มีผลทำให้รายได้การส่งออกลดลง ดังนั้นวันนี้เราต้องสร้างสมดุลตรงนี้ คือการปรับเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศและการทำโครงการสร้างพื้นฐานและแก้ปัญหาเกษตรกรจะเป็นสิ่งที่เราต้องทำ ขณะเดียวกันการส่งออกต้องเริ่มนำผลกระทบและโอกาสที่เกิดขึ้นในส่วนของภูมิภาคอาเซียนหรือการค้าเสรีต่างๆมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่การส่งออกฐานดีเราจะรักษาไว้ โดยมองหาฐานใหม่ที่เป็นฐานที่ดีขึ้น หรือได้เปรียบทางภาษีมากขึ้นเพื่อสร้างความแข็งแรงกับผู้ส่งออก

“เรื่องเศรษฐกิจโดยรวมเรายังยืนยันเน้นนโยบายรักษาวินัยการเงินการคลังและความสมดุลทางด้านหนี้สาธารณะต่างๆเรายังตั้งไว้เหมือนเดิม รวมถึงการรักษาการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้จะเพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอี หรือธุรกิจรายย่อย ขนาดกลาง ให้มีความแข็งแรงมากขึ้นพร้อมในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน” นายกฯ ระบุ

เมื่อถามว่า โครงการรับจำนำข้าวควรต้องมีการทบทวนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาเกษตรกร และจากการติดตามตัวเลขเศรษฐกิจจะเห็นว่ากำลังซื้อภายในประเทศสูงและเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ข้อห่วงใยถือเป็นขั้นตอนการปฏืบัติ ซึ่งได้เน้นย้ำทางกระทรวงพาณิชย์และผู้ปฏิบัติให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและปรับปรุง แน่นอนงานต่างๆต้องทำงานกับคนกลุ่มใหญ่ ต้องมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและต้องใช้เวลา

เมื่อถามว่า ปีหน้ามีนโยบายไหนที่มองว่าต้องแก้ไขเป็นอันดับแรก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราให้ความสำคัญอยู่ 3-4 นโยบาย สิ่งที่ยังไม่เห็นคือ เรื่องเกษตรโซนนิ่งที่จะสร้างความแข็งแรง ตรงนี้ถ้าทำผลผลิตจะดีขึ้นรายเกษตรกรจะมั่นคงขึ้น เสถียรภาพราคาจะดีขึ้น เพราะเราจะสามารถรู้ว่าพืชแต่ละชนิดผลิตเท่าไร คนไทยบริโภคเท่าไรแลเหลือที่จะส่งออกเท่าไร อันนี้จะเป็นตัวเลขที่ชัดเจน ทำให้เราสามารถรักษาเสถียรภาพได้ดีขึ้น และเราจะคำนึงถึงปริมาณต่างๆที่ทั่วโลกต้องการ เราสามารถปรับเข้าไปสู่นโยบายแหล่งอาหาร ครัวไทยสู่ครัวโลกได้ ดังนั้นเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเรื่องการปรับพื้นฐานสินค้าการเกษตร รวมถึงการสร้างพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก

เมื่อถามว่า ปีหน้าจะมีการพัฒนาเรื่องการทุจริตหรือสร้างความโปร่งใสหรือไม่ เพราะไทยตกอยู่ในลำดับที่ 88 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงจะทำในดีกรีที่ลึกลงไปในส่วนของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องและการรณรงค์ก็ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และอีกสิ่งที่เราจะต้องทำเสริมคือการนำระบบคอมพิวเตอร์หรือเทคโลยีเข้ามาตรวจวัด ตรวจจับและตรวจสอบตัวเลขต่างๆเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยต้องทำทั้งเรื่องการรณรงค์สร้างจิตสำนึกและปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้ลดความเสี่ยงเรื่องนี้ให้มากที่สุด ซึ่งเราจะทำในปี 2556

เมื่อถามว่า ได้ตั้งเป้าหมายดัชนีชี้วัดผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ของปี 2556 ไว้ที่เท่าใด น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เราอยากเห็นตัวเลขที่โตขึ้นทุกปี ซึ่งปีนี้คาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ และปีหน้าคาดหวังอยู่ที่ 4.5 - 5.5 เปอร์เซ็นต์ ถ้าถามตัวเองก็อยากที่จะดีขึ้นทุกปี แต่ก็ต้องติดตามกันต่อไป






โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 ธันวาคม 2555 15:01 น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น