ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ - พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาระบุหลังเรียกประชุมบิ๊กตำรวจที่เกี่ยวข้องกับงานการข่าวเมื่อวันอังคารที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อประเมินสถานการณ์การชุมนุมการเมืองของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามที่สนามม้านางเลิ้ง เมื่อวันอาทิตย์ที่28 ต.ค.
ว่า เหตุที่มีคนไปร่วมชุมนุมที่สนามม้านางเลิ้งจำนวนมาก บ้างก็ว่า 8 พัน บ้างก็ว่าเฉียด 2 หมื่น แต่ตัวผบ.ตร. ยืนกรานว่าตัวเลขผู้มาชุมนุมอยู่ที่ 7,000-8,000 คน และเหตุที่มีคนมาจำนวนมากจากเดิมที่ตำรวจยืนยันไปยังรัฐบาลก่อนหน้าวันชุมนุมว่า การข่าวของตำรวจให้มาเต็มที่ก็ไม่เกิน 2 พัน แต่ที่มากันจนล้นก็เพราะมีพรรคการเมืองบางพรรคร่วมเกณฑ์คนไปร่วมชุมนุม เป็นข้อมูลเดียวกับ เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แบบนี้เขาเรียกว่ารู้งาน
สอดรับกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเช่นนี้ ไม่เสียแรง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ดันให้พล.ต.อ.อดุลย์ ได้เป็นผบ.ตร.
แม้ไม่เอ่ยชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองไหน แต่คอการเมืองก็รู้ว่าพรรคการเมืองที่รัฐบาลและตำรวจหมายถึงและเป็นไปได้มากสุดก็คือพรรคใหญ่ในซีกฝ่ายค้าน ที่มีฐานเสียงมากสุดในกรุงเทพมหานครแน่นอน
เอาเป็นว่า ม็อบสนามม้านางเลิ้งแมทช์แรกจบไปแล้ว ที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือก็คือ การชุมนุมในนัดต่อไป อันเป็นวันเวลาที่ฝ่ายคีย์แมนในองค์การพิทักษ์สยาม บอกว่าไม่เกินหนึ่งเดือนนับจาก 28 ต.ค. จะระดมพลกันอีกรอบก็หมายความว่าไม่เกิน 28 พ.ย. ที่อยู่ในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ของพรรคฝ่ายค้านพอดี
จะมีการนัดหมายอะไรกัน ระหว่างพรรคฝ่ายค้านบางพรรคกับแกนนำองค์การพิทักษ์สยามหรือไม่ในการจัดตั้งม็อบด้วยการเปลี่ยนที่ชุมนุมจากสนามม้านางเลิ้งไปแถวๆ หน้าทำเนียบรัฐบาล หรือหน้ารัฐสภาในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อให้คนเห็นภาพว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ เจออภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาฯ ที่มีการอภิปรายข้อมูลการบริหารประเทศที่ล้มเหลวและการทุจริตต่างๆ แล้ว นอกรัฐสภาก็ยังมีผู้คนออกมาชุมนุมกดดันขับไล่ จะเกิดภาพเช่นนี้หรือไม่ ?
“ทีมข่าวการเมือง” ยังไม่อยากระบุอะไรลงไป เพราะยังเหลือเวลาอีกร่วมเดือนกว่าวันอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมาถึงและของแบบนี้ต้องรอประเมินช่วงใกล้สถานการณ์
ที่สำคัญ เราเชื่อในพลังบริสุทธิ์ของประชาชนในการแสดงออกทางการเมืองแม้การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจะไม่ได้เกิดจากปีกแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่เราก็เชื่อว่า ประชาชนที่ออกมารวมตัวแสดงออกใดๆ ส่วนใหญ่มากันเอง ไม่ได้มีการจัดตั้งอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะกับแนวร่วมพันธมิตรฯจำนวนหนึ่งที่ไปร่วมชุมนุมกับองค์การพิทักษ์สยาม ที่สนามม้านางเลิ้ง ก็เห็นได้ชัดว่า มากันเองเพื่อแสดงออกถึงสิทธิการเมืองขั้นพื้นฐาน ไม่มีการจัดตั้งหรือขนมาแน่นอน
การข่าวของรัฐบาลหรือตำรวจ ที่บอกว่ามีพรรคการเมืองขนกันมา 5 -6 พันคน ดูแล้วก็เป็นแค่ความพยายามจะดิสเครดิตประชาชน ว่าเป็นพวกจ้างมา ขนกันมา เนื่องจากการชุมนุมที่เกิดขึ้นซึ่งเห็นได้จากภาพมากันเรือนหมื่นแน่นอน เป็นภาพที่คนในรัฐบาลตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี-ส.ส.เพื่อไทย-แกนนำคนเสื้อแดง ก็ยังประหลาดใจ
เช่นเดียวกับใครหลายคนที่เคยปรามาสว่าพลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์หรือเสธ.อ้าย ไม่มีมวลชนของตัวเอง แล้วจะมีคนมาร่วมชุมนุมได้อย่างไร
ในส่วนของรัฐบาลนั้น ไม่ใช่แค่ประหลาดใจ แต่คงสะดุ้งพอสมควร ก็ขนาดตอนนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นเรื่องผลเสียการเมืองร้ายแรง อย่างเช่นจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อช่วยเหลือทักษิณ ชินวัตร หรือมีเรื่องทุจริตอะไรใหญ่โต มีบ้างที่เป็นเรื่องใหญ่ติดลบของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็อย่างเรื่อง รับจำนำข้าว ที่ก็ต้องว่ากันตรงไปตรงมา ว่าเป็นเรื่องที่หากคนซึ่งไม่ได้ติดตามข้อมูลหรือไม่เข้าใจโครงการรับจำนำข้าวดีพอ รวมถึงไม่รู้เรื่องการส่งออกข้าวไทยไปต่างประเทศ โดยเฉพาะคนกรุงเทพมหานคร ก็ย่อมไม่รู้ได้ว่าโครงการจำนำข้าวมันมีผลดี ผลเสียอย่างไร เรื่องนี้ ดูแล้ว จึงไม่น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ม็อบสนามม้านางเลิ้งแน่นเอียด
แถมหากไปดูการแถลงข่าวของ เสธ.อ้าย ก่อนหน้าวันชุมนุมก็ยกเหตุผลมาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาตัวเองด้วยเรื่องเดิมๆ อย่างบริหารประเทศล้มเหลว มีเรื่องทุจริต อันเป็นสิ่งที่สื่อมวลชน หรือฝ่ายค้านเสนอกันมาเป็นปี การนำเสนอข้อมูลขององค์การพิทักษ์สยามเพื่ออ้างเหตุชุมนุมสนามม้า ก่อนวันนัดชุมนุมจึงไม่ได้มีอะไรจะเรียกแนวร่วมให้ออกมาที่สนามม้านางเลิ้งได้เลย
แต่ก็ยังมีคนมาจำนวนมากผิดคาดแบบนี้ ถ้ารัฐบาลบอกไม่สะดุ้ง ก็โกหกชัดๆ
จริงอยู่ว่าคนที่มาร่วมชุมนุมบางกลุ่มก็เป็นกลุ่มแนวร่วมที่มักออกมาเคลื่อนไหวอยู่ตรงข้ามกับอำนาจรัฐที่ไม่ใช่กับแค่รัฐบาลเพื่อไทย เช่น กลุ่มกองทัพธรรม หรือกลุ่มเสื้อหลากสี ที่มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ดูแล้วยังไง แนวร่วมลักษณะแบบนี้ก็น่าจะอยู่แค่ที่หลักเกือบพัน ผสมกับกลุ่มจัดตั้งการเมืองอีก 2-3 กลุ่มที่มาร่วมด้วย แต่ก็ไม่ได้มีแนวร่วมอะไรของตัวเอง แต่มาขอร่วมแจมกับองค์การพิทักษ์สยาม
**คำถามจึงเกิดขึ้น แล้วคนที่มาจำนวนมากอีกนับหมื่นมาจากไหน ?
ข้อสงสัยนี้รัฐบาล จริงๆไม่ต้องไปสืบหาข่าวหรือให้หน่วยข่าวทั้งสันติบาล สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อะไรไปหาข่าวเลย
คนจำนวนมากที่ไปร่วมชุมนุมที่สนามม้านางเลิ้ง ก็คือประชาชนที่ต้องการแสดงออกการเมืองว่า รู้สึกอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้ ยิ่งที่ผ่านมาไม่มีการนัดชุมนุมแบบนี้มานานแล้ว คนก็เลยอยากไปรื้อฟื้นบรรยากาศแบบเก่าๆ สมัยพันธมิตรฯ นัดชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลพรรคพลังประชาชน
เอาล่ะ มันอาจมีบ้างเรื่องการจัดตั้ง แต่ก็น่าจะเป็นส่วนที่น้อยมาก เพราะคนที่ไปร่วมชุมนุมส่วนใหญ่ หรือไปสังเกตุการณ์ต่างบอกตรงกันว่า มองปราดเดียวก็รู้ ว่า ไม่มีการจ้าง ไม่มีการขน หรือเกณฑ์มา ต่างก็มากันเอง
ที่เห็นได้อย่างหนึ่งเลยหลังม็อบสนามม้านางเลิ้ง คึกคักผิดคาดก็คือ คนในพรรคเพื่อไทย รวมถึงแกนนำมวลชนเสื้อแดง หวังจะใช้โอกาสนี้ มาสร้างราคาให้กับตัวเองเพื่อหวังผลตอบแทนจากทักษิณ ชินวัตร หรือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยการจะใช้โอกาสนี้ประกาศพร้อมจัดตั้งมวลชนออกมาปกป้องรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ด้วยการจะเป็นกันชนให้
ดูแล้วก็เป็นแผนของพวกแกนนำนปช. บางคนที่หวังปั่นราคาตัวเองอย่างเห็นได้ชัด เหมือนกับต้องการบอกกับยิ่งลักษณ์ว่า
“ระวังนะ พวกนี้มันมากันอีกแล้ว จะมาล้มรัฐบาล ถ้าไม่เห็นหัวพวกผม ไม่ให้ราคาพวกผม จะมีจุดจบแบบรัฐบาลทักษิณ -สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เอาได้”
ดูได้จากที่ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. ที่กลืนเลือดหลังพลาดเก้าอี้รัฐมนตรีใน ครม.ยิ่งลักษณ์ 3 ทำเป็นรีบออกมาเตือนรัฐบาลให้ระวังความพยายามจะล้มรัฐบาล แต่ก็เห็นชัดว่าพูดเพื่อสร้างราคาให้ตัวเอง อย่างที่ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อ 30 ต.ค.
“กระบวนการจ้องล้มรัฐบาลไม่แตกต่างจากเมื่อครั้งรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ใช้เวลาเพียงเดือนเศษในการปิดเกมเร็ว
ขณะนี้มีการข่าวแจ้งมาตลอด เพราะผมอยู่ในซีกฝ่ายความเคลื่อนไหว และยังเคยมีเพื่อนพ้องในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้นรับรู้กระบวนการทั้งหมด จึงได้เตือนมาตลอดว่าอย่าประมาทม็อบที่สนามม้างนางเลิ้ง เพราะมาครั้งหน้าอาจมีจำนวนมากกว่าเดิม และกลุ่มคนพวกนี้ใช้ประเทศเป็นเดิมพัน
สถานการณ์การเมืองตอนนี้ต้องเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ในอดีต เพราะที่ผ่านมามีการใช้กระบวนการหลายรูปแบบล้มรัฐบาลถึง 3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร และกลุ่มคนพวกนี้จะเลือกใช้วิธีการใดเป็นเครื่องมือ ”
อย่างไรก็ตาม เสียงจากคนในรัฐบาลที่ต้องรับฟังเอาไว้ก็คือ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งทำงานด้านการข่าวทั้งบนดินและใต้ดินมานาน ที่ได้ออกมาเตือนรัฐบาลว่า อย่าประมาทการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยาม พร้อมยกเหตุผลว่า พล.อ.บุญเลิศ เป็นเลขาธิการราชตฤณมัยสมาคมฯ นานนับสิบปี จึงมีบารมีแถมเป็นเตรียมทหารรุ่น 1 รุ่นเดียวกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และเป็นประธานเตรียมทหารรุ่น 1 ด้วย นอกจากนี้ยังเป็นประธานมวยโอลิมปิก คนที่มาถึงระดับนี้ได้ ย่อมไม่ธรรมดา
“ผมต้องขอเตือนรัฐบาลว่าอย่ามองข้ามเขา ดูจากที่เขารวบรวมคนที่มาชุมนุม เมื่อวานนี้ก็มาจากหลายองค์กร ซึ่งตอนแรกคิดว่าไม่ถึง 2 พัน แต่ก็มาร่วม 2 หมื่น ผมถึงเตือนว่า อย่าได้ประมาท ผมรู้จักเขาดีว่าเขาเป็นคนกล้า จริงใจ พูดแล้วต้องทำให้ได้ ”
การวิเคราะห์ของ พลเอกพัลลภ แม้คนในรัฐบาลอาจมองว่าให้ราคาม็อบสนามม้ามากเกินไป แต่ก็คงไม่ถึงกับไม่รับฟังเลย เชื่อว่านับแต่นี้คงเริ่มจับตามองกลุ่มเสธ.อ้าย มากขึ้น
แม้คนในรัฐบาลหลายคนไม่ใช่แค่เฉลิมจะมองว่า คำประกาศของ เสธ.อ้าย ที่บอกว่าจะยกระดับการขับไล่รัฐบาลให้แรงขึ้นและน่าจะใช้เวลาไม่นานในการปิดฉากรัฐบาลตามที่ประกาศไว้ได้
มันเป็นคำพูดไร้สาระ ไม่มีทางที่เสธ.อ้าย จะมาล้มรัฐบาลได้
ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลก็พร้อมจะชนกับกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามเช่นกัน ไม่ใช่คอยตั้งรับอย่างเดียว
รัฐบาลจะปิดฉากในอีกไม่กี่เดือนเพราะโดนประชาชนออกมารวมตัวกดดันขับไล่ หรือม็อบองค์การพิทักษ์สยาม จะฝ่อ เลิกราไปก่อนกัน
ประชาชนจะเป็นตัดสิน
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 3 พฤศจิกายน 2555 06:40 น.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น