ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ Thailand > เรื่องทั่วๆไปที่คนไทยควรรู้ >
วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555
ศรีสุวรรณ จรรยา ‘ถ้าไม่ถูกต้อง...ก็ต้องเจอกับผม’
หลังเหตุมหาอุทกภัย 2554 เขาคือคนแรกที่ออกมาแถลงการณ์ยื่นฟ้องร้องต่อรัฐบาล ให้รับผิดชอบต่อการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด อย่างเป็นทางการ!
มาถึงวันนี้ ที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ชายผู้แกล้วกล้าอาจหาญผู้นี้ ศรีสุวรรณ จรรยา - นั่งรอเราอยู่ในสวนของสมาคม ที่ซึ่งเป็นทั้งที่ทำงาน และบ้านของเขา ในสภาพสวนเสียหาย ต้นไม้น้อยใหญ่ต้องถอดราก และคราบน้ำยังคงทิ้งร่องรอยไว้บนกำแพงที่ระดับเอว
“ถ้าไม่ถูกต้อง ก็ต้องเจอกับผม” เขาพูดขึ้นมาในวรรคหนึ่งการสัมภาษณ์ ด้านหนึ่งเขาคือนักเคลื่อนไหวเบอร์ต้นๆ ที่เป็นผู้เรียกร้องความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อกรณีน้ำท่วม และอีกหลายกรณีด้านสิ่งแวดล้อม ทว่าในด้านลึกกว่านั้น น่าสงสัย อะไรหล่อหลอมความเป็นนักเคลื่อนไหวของเขามาถึงทุกวันนี้
อะไรที่ทำให้เขาพูดประโยคนั้นออกมา
อะไรกันล่ะ?
เริ่มทำงานต่อสู้กับภาครัฐได้อย่างไร
ผมต้องย้อนอดีตกลับไปเมื่อสมัยที่ผมเรียนมหาวิทยาลัยก่อน ผมจบปริญญาใบแรกที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ช่วงที่เรียนอยู่ผมได้เป็นนายกองศ์การนักศึกษาก็มีกิจกรรมสาธารณประโยชน์ช่วยเหลือชาวบ้านมาโดยตลอด ในช่วงนั้นเองที่ผมได้มีประสบการณ์ในเรื่องของการช่วยเหลือมวลชน ผมนำนักศึกษา นำชาวบ้านหน้ามหาวิทยาลัยประท้วง ขับไล่ผู้ว่าฯ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากไม่มาดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักศึกษาและชาวบ้าน
ในสมัยเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้วนั้น ไม่มีไฟสว่างตามทาง ถนนขรุขระ มีการปล่อยให้รถบรรทุก ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจบูมมาก เป็นยุคพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เอารถขนดินเข้ามาก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรเยอะ ชนนักศึกษา ชนชาวบ้านตายปีหนึ่งหลายศพ เราก็เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐลงมาดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหน่อย ตอนนั้นไม่มีใครลงมาดูแล ผู้ว่าฯ ก็ไม่สนใจ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องก็ไม่สนใจ ผมเลยปิดถนนประท้วงสามวันสามคืน ปรากฏว่าประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราเคยเรียกร้องไปได้หมด ก็ทำให้ได้รับประสบการณ์
พอจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาผมก็ไม่ได้ไปทำงานอย่างอื่น มาทำงานเป็นเอ็นจีโอเลย มาอยู่มูลนิธิเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ทำงานรณรงค์ด้านสังคมมาโดยตลอด ในขณะเดียวกันก็ได้มีโอกาสไปช่วยงานของสภาทนายความที่เป็นงานทางด้านสิ่งแวดล้อม ก็ช่วยมาตั้งแต่ปี ‘36 ที่เริ่มตั้งแผนกสิ่งแวดล้อมของสภาทนาย ผมก็ช่วยเหลืองานในส่วนคดีสิ่งแวดล้อมมาตลอด ทั้งคดีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ คดีท่าเรือคลองเตย คดีสารตะกั่วคลิตี้อะไรต่างๆ ได้ช่วยให้คำแนะนำ ให้ข้อปรึกษาทางด้านสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งมาช่วงปี ‘48-‘49 มีปัญหาเรื่องโลกร้อนขึ้นมามาก แล้วก็ในขณะเดียวกัน ผมดูแล้วว่า ไม่มีองค์กรที่มาดูแลเรื่องนี้โดยตรง ผมเลยมาฟอร์มทีมงาน เพื่อนฝูงที่อยู่ในสภาทนายความ ก่อตั้งสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนขึ้นมา จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเมื่อปี ‘50 แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมา เราก็ทำหน้าที่ช่วยเหลือชาวบ้าน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ 1. รณรงค์ให้ความรู้ทางด้านปัญหาโลกร้อน วิธีการแก้ไข รณรงค์ให้ความรู้ทางด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมกับประชาชน 2. ช่วยเหลือรับเป็นผู้แทนในการฟ้องร้องคดีให้แก่ชาวบ้าน โดยเฉพาะคดีสิ่งแวดล้อมที่ส่วนใหญ่จะต้องไปชนกับหน่วยงานรัฐ ชนกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าชาวบ้านตัวเล็กๆ ไม่สามารถจะไปสู้หรือต่อกรได้ เราก็ทำคดีมาเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นคดีมาบตาพุด คดีขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม คดีแคดเมียมที่แม่ตาว คดีโรงไฟฟ้า
ถามถึงจุดเริ่ม อะไรที่ทำให้ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงเรียน
ผมเอง อาจจะเติบโตมาจากลูกชาวบ้าน บ้านผมอยู่ที่พิษณุโลก อำเภอวังทอง พ่อผมก็ทำนาทำไร่ทั่วไป แต่ว่าเผอิญว่าพ่อผมท่านสนใจในประเด็นการบ้านการเมืองเยอะ ซื้อหนังสือพิมพ์เปิดวิทยุฟังข่าว ซึ่งผมก็ฟังข่าว นั่งคุยกับพ่อมาตั้งแต่เด็ก มันก็เลยซึมซับประเด็นเหล่านี้มา ความไม่ถูกต้อง ความไม่ยุติธรรมในสังคมอะไรต่างๆ ในขณะเดียวกัน พ่อผมเองก็ชอบช่วยเหลือชาวบ้าน ขึ้นโรงขึ้นศาลบ่อย หิ้วกระเตงผมไปศาลบ่อย เพราะฉะนั้นผมก็จะไปเห็นสภาพปัญหาความทุกข์ร้อนของชาวบ้านมาตั้งแต่เด็ก มันซึมซับปัญหาเหล่านั้นมาโดยไม่รู้ตัว
แล้วตอนที่พ่อขึ้นศาลบ่อย เป็นทนายรึเปล่า
ไม่ใช่ครับ พ่อผมจะช่วยเหลือชาวบ้าน เช่น ไปประกันตัวให้แก่ชาวบ้านที่ลูกเขาอาจจะไปตีหัว ไปทะเลาะเบาะแว้ง แล้วถูกส่งศาลไม่มีเงินประกัน ก็ขอให้พ่อผมช่วย เอาหลักทรัพย์ไปช่วยค้ำประกัน เลยมีโอกาสขึ้นโรงขึ้นศาล เป็นพยานบ้าง เป็นอะไรได้ พ่อผมแกจบ ป.4 แต่ ป.4นี่ไม่ธรรมดา ท่านอ่านสามก๊กเป็นว่าเล่น แทบจะท่องจำได้ และประมวลกฎหมายแพ่ง ประมวลกฎหมายอาญา พ่อผมเล่าให้ฟัง อ่านให้ฟังมาโดยตลอด แม้จะจบ ป.4 แต่พ่อผมเชี่ยวชาญในเรื่องของการเป็นนักอ่านมาแต่ไหนแต่ไร มันทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้มาโดยตลอด แล้วสถานการณ์การบ้านการเมือง ช่วงนั้นพ่อผมก็ชอบจะมาวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ให้ผมฟัง เวลาเพื่อนฝูงพ่อผมมาชวนกินข้าวที่บ้านจะเล่าเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง แกก็เล่าให้ผมฟัง ผมก็ฟังมาตั้งแต่เด็ก ผมก็นั่งฟังในฐานะเด็ก ก็ซึมซับเรื่องเหล่านี้มาตลอด
หลังจากที่ตัดสินใจมาจับเรื่องนี้ ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ถูกเพ็งเล็งอย่างไรบ้างไหม
ก็แน่นอนครับ หน่วยงานราชการ หรือผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ไม่ค่อยจะแฮปปี้ ไม่ค่อยจะยินดียินร้ายกับผมมากนัก อาจจะคิดเป็นศัตรูกับผมด้วยซ้ำไป แต่ผมก็ไม่ค่อยสนใจ ไม่ใช่ข้อกังวลของผมในการทำงาน เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าหน่วยงานภาครัฐมีพฤติการณ์ มีการกระทำอย่างไร เราเห็น เราค้นพบมาโดยตลอด แต่ว่าถ้าเราไม่ทำงานให้แก่ชาวบ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ในสังคมยังด้อยโอกาสในเรื่องของกระบวนการทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ถ้าเราเองในฐานะผู้มีความรู้บ้างพอสมควรไม่มาช่วยตรงนี้ แล้วใครจะมาช่วย
ผมก็เลยประกาศตัวที่จะช่วยเหลือชาวบ้าน โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นหน่วยงานภาครัฐอาจจะกินแหนงแคลงใจ แล้วก็ไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับผมเท่าไหร่นัก คือผมเชื่อว่าหน่วยงานภาครัฐไม่ได้มีใครจ้างให้คุณมาทำ แต่คุณมาทำโดยความรับผิดชอบและคุณมีเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นคุณทำงานคุณก็ต้องเต็มที่ในการรับใช้พี่น้องประชาชนบำบัดทุกข์บำรุงสุข ต่อเมื่อคุณละเว้นเพิกเฉย ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามข้อกฎหมาย ก็ต้องเจอกับผม!
ภาพสังคมในอุดมคติที่ขับเคลื่อนมาตลอดเป็นอย่างไร
ผมคิดว่าสังคมไทยก้าวหน้าในเรื่องนี้มาโดยตลอด สมัยก่อนการหาเสียงกัน เอารองเท้าไปแจก เอาปลาทูไปแจก ผมเห็นมานานแล้ว แต่ ณ วันนี้ สังคมมันมีพัฒนาการ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย การมีเอ็นจีโอ มีนักเคลื่อนไหวจำนวนมาก และการที่ชาวบ้านเริ่มจะมีปากมีเสียง นั่นหมายความว่าพัฒนาการของสังคมมันเริ่มที่จะตื่นตัวในเรื่องของสิทธิของตัวเองเพิ่มมากขึ้นๆ สมัยก่อนใครก็ตามที่จะไปฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐถือว่าเป็นเรื่องอันตราย และก็ไม่มีใครที่อยากจะทำ
แต่บัดนี้ชาวบ้านเริ่มรู้ว่าสิทธิของตัวเองเป็นอย่างไร ชาวบ้านเริ่มที่จะมีการฟ้องร้องหน่วยงานรัฐมากขึ้น แต่โอเค วันนี้อาจจะไม่สามารถฟ้องร้องด้วยตัวเองได้อย่างมั่นใจนัก แต่ว่าอาจจะมีการสื่อสารผ่านตัวแทน อาจจะมอบอำนาจให้กับสมาคม หรือหน่วยงานต่างๆ อย่าง สภาทนายความ ผมคิดว่ามันเป็นพัฒนาการที่ดีมากขึ้น ในอนาคตข้างหน้า สิทธิของประชาชนมันอาจจะเทียบเท่ากับประเทศในยุโรป ในอเมริกาที่เขาระมัดระวัง ในเรื่องของการดูแลคุ้มครองสิทธิ์ของเขาก็ได้
แบ่งเวลาให้กับชีวิตครอบครัวอย่างไร
คือแฟนผมเข้าใจการทำงานของผมดี แล้วส่วนใหญ่ผมไปไหนมาไหน ไปเยี่ยมลูกความ ไปเยี่ยมชาวบ้าน ผมก็จะพาแฟนไปด้วย เหมือนไปเที่ยวด้วยกันไปในตัว อย่างช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ผมก็พาแฟนผมไป มีหมาอีกตัวหนึ่ง พาตะลอนกันไป ไปเยี่ยมลูกความ จังหวัดฉะเชิงเทราอาทิตย์หนึ่ง ชลบุรีอาทิตย์หนึ่ง ระยอง จันทบุรี สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ครบพอดี น้ำท่วมหมดก็กลับบ้าน ผมมีลูกความเกือบทั่วประเทศ บางครั้งผมก็ไปเยี่ยม ฉะนั้นลูกความผมจะรู้จักแฟนผมดี มีอะไรก็ติดต่อกับผมไม่ได้ ก็ติดต่อกับแฟนผม พอเข้าใจกันในเรื่องการทำงานของผมก็ไม่มีปัญหาอะไร เวลาปกติผมจะชอบอ่านหนังสือ
มีปราชญ์หรือนักคิดนักเขียนคนไหนที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ
ผมชอบหลายท่านนะครับ ถ้าในเชิงบทนิยายซึ่งเป็นสิ่งที่อ่านเพื่อพักผ่อน ผมชอบงานเขียนของอาจารย์คำพูน บุญทวีกวีซีไรต์คนแรก โดยเฉพาะเรื่องลูกอีสานเป็นที่ประทับใจของผมมาก การใช้สำนวน วลีและภาษาพูดซึ่งเป็นภาษาถิ่นที่ค่อนข้างจะลึกซึ้ง วิถีของการรับประทานอาหารของพี่น้องชาวอีสาน มันสะท้อนวิถีชีวิตของชาวบ้านได้ชัดเจน
ส่วนใหญ่จะต้องอ่านข้อกฎหมายเสียเป็นส่วนใหญ่ ต้องเปิดราชกิจจานุเบกษาเกือบทุกวัน ต้องดูการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายใหม่ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะในรูปของราชบัญญัติ กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง สำคัญอย่างยิ่งคือสถานการณ์สิ่งแวดล้อม ความเดือดร้อนของชาวบ้านเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง? มีคนช่วยเหลือดูแลรึยัง? มันอยู่ในการรับรู้ของเรามาตลอด ก็เก็บข้อมูลไว้ สักวันถ้าชาวบ้านร้องเรียนมาที่ผม ผมจะได้หยิบข้อมูลเหล่านั้นขึ้นมาช่วยเหลือชาวบ้านได้ทันที
ชอบฟังเพลงแนวไหน
ผมชอบเพลงเพื่อชีวิต สะสมงานของพี่หงา คาราวานมาโดยตลอด และฟังเพลงใต้ดิน สมัยก่อนผมฟังเพลงไม่เหมือนชาวบ้าน อย่างเพลงเฮฟวี่เมทัล วงแรกของประเทศไทย วงเนื้อกับหนัง ตอนนี้ไปบอกใคร หรือคุยให้ใครฟังไม่มีใครรู้จัก แต่วงนี้เป็นไอดอลของผมมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น อายุสิบแปดสิบเก้า ทำให้ผมกลายเป็นนักดนตรีในสมัยมัธยมฯ ที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนวังทองพิทยาคม จังหวัดพิษณุโลก เป็นนักร้องนำ พอมาเรียน ปวส. ด้านเกษตร ที่สมัยก่อนเขาเรียกว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเกษตรพิษณุโลก หรือเกษตรบ้านกร่าง ก็ยังเล่นดนตรีมาโดยตลอด ยันมาเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผมก็เล่นวงดนตรีเดอะ คาวบอย ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นวงคันทรีของแม่โจ้ที่ตอนนี้ก็ยังมีอยู่
แล้วกับแนวเพื่อชีวิตในปัจจุบันล่ะ
เพื่อชีวิตยังชอบอยู่ ชอบมาตลอด แต่บางวงผมก็ไม่ฟังนะ โดยเฉพาะวงเพื่อชีวิตที่มีการตลาดสูงเหลือเกิน ซึ่งรู้ๆ กันอยู่ว่าวงไหนที่การตลาดมากเกิน แล้วไม่ได้สะท้อนให้เห็นความเป็นเพื่อชีวิต ยกเว้นวงคาราวานวงเดียวที่เสมอต้นเสมอปลาย ไม่เน้นในเชิงธุรกิจ เน้นในเชิงการนำเสนอปรากฏการณ์ของสังคม แต่ ณ วันนี้ เริ่มมีความสนใจที่จะฟังเพลงลูกทุ่งมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้งเพลงเพื่อชีวิต ผมคิดว่าพอเราอายุเพิ่มมากขึ้น เราก็มาฟังเพลงที่มันมีเนื้อหาสาระ ที่สะท้อนความเป็นตัวตนของชนบท ตัวตนชีวิตของผู้คนในชั้นรากหญ้า คนด้อยโอกาสในสังคม
>>>>>>>>>>>
……….
เรื่อง : อธิเจต มงคลโสฬศ
ภาพ : พลภัทร วรรณดี
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 7 มกราคม 2555 12:37 น.
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น